fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

M. Chapoutier เจ้าพ่อแห่งไวน์ Rhone

ครั้งที่แล้วเราเจาะลึกเรื่องไวน์ในแคว้น Rhone ไปแล้ว วันนี้ผมอยากจะมาพูดถึง M. Chapoutier ผู้ผลิตดังแห่งแคว่น Rhone ที่เป็นที่หนึ่งในใจผม ถือเป็นยักษ์ใหญ่ประจำแคว้น โด่งดังไปทั่วโลก และได้รับการยอมรับจากสถาบันไวน์ดังๆ ต่างๆ มากมาย จนในปี 2019 ได้ชื่อว่าเป็นวินยาร์ดที่ดีที่สุดในยุโรป แถมติดอันดับ 5 วินยาร์ดดีที่สุดในโลก แถมไวน์ของ M. Chapoutier ยังเคยได้คะแนนเต็ม 100 จาก Robert Parker มากถึง 5 ตัว อีกด้วย แต่น่าแปลกที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักแบรนด์นี้เท่าไหร่… วันนี้ไวน์แมนจึงต้องขอพูดถึง M. Chapoutier ซักหน่อยครับ

 

ไวน์แนะนำ

ส่วนมาก ผู้ผลิตไวน์ใน Rhone จะเป็นวินยาร์ดเล็กๆ ผลิตกันเป็นครอบครัว ซึ่งจะมีไม่กี่ผู้ผลิตที่เป็นตระกูลใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ M. Chapoutier ซึ่งเป็นสมบัติของตระกูล Chapoutier ตั้งแต่ปี 1855 และสืบสานวินยาร์ดต่อๆ กันมาถึง 8 รุ่นเลยนะครับ!! ซึ่งทาง M. Chapoutier ค่อยๆ ขยายวินยาร์ดออกไปตั้งในหลายๆ พื้นที่เขตย่อยในแคว้น Rhone จนปัจจุบันนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์เดียวที่มีวินยาร์ดอยู่ครบตามพื้นที่สำคัญทุกแห่งในแคว้น Rhone เลยครับ 

เป็นสาเหตุให้ไวน์ของ M. Chapoutier มีให้เลือกหลากหลาย ทุกระดับ ตั้งแต่ไวน์หรูหราสุด Exclusive จากทาง Rhone เหนือ อย่าง Hermitage และ Cote Rotie ที่เน้น Syrah โน้ตเข้มข้น ดุดัน หรือจะเป็นไวน์เบลนด์ที่ถูกลงมาหน่อย แต่ก็ยังคงความเข้มข้นจาก Rhone ตอนใต้อย่าง Chateauneuf-du-pape หรือไวน์ราคาย่อมเยาว์ ดื่มเพลินสไตล์ table wine แบบ Cote-du-Rhone ก็มีนะครับ

ทำไมต้องเป็น M. Chapoutier!

เพราะไวน์ของ Rhone ขึ้นชื่อว่าปลูกยากสุดๆ อย่างทางตอนเหนือของ Rhone จะมีอากาศแปรปรวนสูง พื้นที่เป็นเนินเขา รวมไปถึงตอนใต้เองก็มีหน้าดินเป็นก้อนหินยากต่อการปลูก และดูแลวินยาร์ด ผนวกกับองุ่น Syrah หรือ Moudevre ที่มีความเฉพาะมากๆ ชอบอากาศที่ขัดแย้งกัน ต้องมีทั้งแสงแดดจ้า และอากาศหนาว เพื่อที่จะได้องุ่นที่ออกมาดี เข้มข้น จึงทำให้ต้องเป็นผู้ผลิตที่มีประสบการณ์ ความชำนาญ และใจรักเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตที่ไม่ค่อยดี กับผู้ผลิตชั้นเซียนใน Rhone จึงห่างกันดั่งฟ้ากับเหว

Chapoutier ใช้ความชำนานเป็น 100 ปี เพื่อผลิตไวน์จาก Rhone ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยกรรมวิธีที่ผสมผสานความดั้งเดิม เช่นการหมักองุ่นพร้อมขั้ว เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ดึงเอารสชาติขององุ่นออกมาได้แบบเต็มๆ ทั้งยังเน้นในเรื่องของการปลูก และผลิตไวน์แบบออแกนิค บางวินยาร์ดใช้วิธี biodynamic เลยครับ ซึ่งยิ่งทำให้ได้รสชาติไวน์ที่เป็นธรรมชาติที่บ่งบอกความเป็น Rhone ได้แบบตรงไปตรงมาครับ

ที่มาของ M. Chapoutier

Chapoutier เป็นหนึ่งในวินยาร์ดที่เก่าแก่ และมีความเป็นมายาวนานที่สุดใน Rhone ก่อตั้งขึ้นในปี 1808 โดยครอบครัว Calvet ก่อนที่ตระกูล Chapoutier จะซื้อไปในปี 1855 โดยสวนกระแสไวน์ในสมัยนั้นมากๆ ที่ผู้ผลิตหลายๆ เจ้ารวมถึง Calvet ด้วย ต้องการไปผลิตไวน์ที่บอร์โดซ์ ซึ่งกำลังบูมสุดๆ มากกว่า แต่สำหรับครอบครัว Chapoutier หัวใจสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดอย่าง Rhone ให้โด่งดัง เริ่มต้นด้วยวินยาร์ดเล็กๆ ณ ใจกลาง Tain L’Hermitage ทางเหนือครับ

โดยบุคคลที่เติมตัว M ไว้อยู่ข้างหน้าชื่อ Chapoutier คือชายที่เป็นดั่งบิดาของไวน์แคว้น Rhone ทั้งหมดได้แก่ Michel Chapoutier ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยแพชชั่นทุกเรื่องที่เกี่ยวกับไวน์ ซึ่งขึ้นมาบริหารวินยาร์ดในช่วงประมาณปี 1900 และพัฒนาไวน์ของ M. Chapoutier จนกลายเป็นสไตล์ที่หลายๆ คนคาดหวังกับไวน์จาก Rhone Valley ไปเลยครับ โดยอย่างแรกที่ Michel เน้นสำหรับวินยาร์ดของเขาก็คือทำการปลูกองุ่นแบบออแกนิค ไปจนถึงค่อยๆ ทำให้ระบบวินยาร์ดเป็นแบบ Biodynamic เน้นการดูแลองุ่นอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ใช่สารเคมีในการควบคุมดูแล ให้ระบบของธรรมชาติเพื่อดึงรสชาติที่ดีที่สุดออกมาจากองุ่นครับ นอกจากนั้นยังตัดขั้นตอนการกรองไวน์ (fining and filtration) ออก เพื่อเน้นรสชาติดิบเถื่อนดุดันให้กับไวน์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ในไวน์จองฝรั่งเศสส่วนมากครับ

Michel Chapoutier –  ‘Wine is born from heaven, earth, and love. ไวน์เกิดจากสวรรค์ พื้นดิน และความรัก’

ไวน์ดังๆ ของ M. Chapoutier

Chapoutier, Les Greffieux Ermitage 2015

เป็นไวน์ชูโรงของ M. Chapoutier ปลูกในวินยาร์ดดั่งเดิมเก่าแก่ โดยถึงแม้จะเป็นวินยาร์ดขนาดเล็ก แต่ได้ไวน์ Syrah รสชาติใหญ่อลังกาลกว่าไวน์หลายๆ ขวดที่คุณเคยดื่มมาอย่างแน่นอนครับ ซึ่ง Ermitage หรือ Hemitage นับเป็นอีกหนึ่งไวน์ที่ดังที่สุดของ Rhone ปลูกในวินยาร์ดเนินเขาสูง อากาศผันผวนยากต่อการดูแล แต่ผลตอบแทนคือไวน์สีแดงม่วงเข้มจนเกือบเหมือนน้ำหมึก จัดเต็มโน้ตแบล็คฟรุ๊ตผสมพริกไทย ชะเอม และดินเปียกๆ จัดว่าเป็นหนึ่งในไวน์ที่มีรสชาติแมนๆ ดุดัน

Chapoutier, La Mordorée Côte-Rôtie 2012

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ Rhone กับไวน์ที่มีโน้ตดุดันคล้ายสัตว์ป่า มีความคล้ายกับ Hemitage ตรงที่เน้นรสชาติเข้มข้นของ Syrah โดยแทบไม่เบลนด์องุ่นสายพันธุ์อื่นเลย แต่จะเน้นความติดดิน ทรงพลัง โน้ตราสเบอร์รี่ ผสมผสานพริกไทย โรสแมรี่ มะกอกดำ  

Chapoutier, La Bernardine Châteauneuf-du-Pape 2016 

ลงมาทางตอนใต้กันบ้างกับไวน์เบลนด์ที่ดังที่สุดของ M. Chapoutier และ Rhone Valley โดย Châteauneuf-du-Pape จะเน้นเบลนด์องุ่นหลากหลายสายพันธุ์ แต่เน้นองุ่น Syrah, Grenache และ Mourvèdre ถ้าใครชอบไวน์โน้ตดินๆ หินๆ เข้มๆ ดิบๆ จะต้องตกหลุมรักกับไวน์ตัวนี้แน่นอน ด้วยเอกลักษณ์ในการปลูกองุ่นแบบไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ รวมถึงเอจไวน์ในถังโอ๊คให้น้อยที่สุด จนทำให้ไวน์มีโน้ตเครื่องหนัง อบเชย กาแฟคั่ว

Chapoutier, Belleruche Côtes-du-Rhône Blanc 2018

ทางด้านไวน์ขาวก็ดังไม่แพ้กัน โดยจะมีจุดเด่นที่พันธุ์องุ่นหายาก อย่างตัวนี้เป็นเบลนด์ Grenache Blanc, Clairette และ Bourboulenc เป็นไวน์ที่ดื่มง่าย light-bodied แต่ไม่เน้น acidity ชัดเจน และไม่หวานด้วย! จะเน้นกลิ่นหอมขึ้นจมูกของดอกไม้ พีช แอผลิคอต รวมไปถึงกลิ่นสดชื่นแบบ Fennel อ่อนๆ 

Our favourite wines

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader