fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

ไวน์ Sonoma (โซโนมา) ธรรมดาที่ไหน!?

ไม่เป็นไวน์มวยรองอีกต่อไป! เพราะตอนนี้เราจะส่องสปอร์ตไลท์ลงไปที่ไวน์โซโนมา… ไวน์แคลิฟอร์เนียสุดคลาสสิคที่มักถูกลืม! หลายคนเปรียบเทียบ Sonoma ว่าเหมือนเป็น Poor-man version ของนาปาวัลเล่ย์… แต่หากคุณเป็นคอไวน์ที่ให้ความสำคัญกับรสชาติและคุณภาพของไวน์โดยไม่ต้องหรูหราเลื่อมทอง โซโนมาก็เป็น Wine Region อีกหนึ่งที่ที่คุณไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะเป็นต้นกำเนิดไวน์แคลิฟอร์เนียแล้ว ยังอุดมไปด้วยเสน่ห์แห่งชนบทอันสงบเงียบ ที่ให้คุณเอ็นจอยไวน์เกรดดีเยี่ยมในงบประมาณครึ่งหนึ่งของนาปาวัลเล่ย์ ได้เลยครับ!


ไวน์แนะนำ



Sonoma มีการปลูกองุ่นเป็นที่แรกๆ ในแคลิฟอร์เนีย ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1821 เมื่อกลุ่มชาวอาณานิคมรัสเซียได้นำเถาองุ่นมาปลูกเถาแรกมาปลูกแถว Fort Ross อันติดกับชายฝั่งทะเลแปซิฟิค แต่ต่อมาไอเดียของ Fine Wine ได้ถูกแนะนำครั้งแรกในปี 1855 โดยบิดาแห่งไวน์แคลิฟอร์เนีย  Count Agoston Haraszthy ที่ ณ ปี 1861 ได้เดินทางไปฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน และนำพันธุ์องุ่นที่ได้รับรางวัลนับพันเถา เพื่อกลับมาปลูกใน Sonoma, America อันเป็นรากฐานขององุ่น “ไวน์โซโนมา” ที่ปลูกกันมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ

โดยจุดเด่น ที่ทำให้ ไวน์ Sonoma มีเสน่ห์ดึงดูดมากคือความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะสภาพดิน ที่ว่ากันว่าหลากหลายกว่าดินของฝรั่งเศสทั้งประเทศเสียอีก! นี่เป็นผลมาจากการที่เคยเป็นแผ่นดินที่ถูกครอบคลุมด้วยน้ำทะเล (inland sea) สั่งสมแร่ธาตุมากมายมานับล้านปี และยังมีภูเขา Mayacamas และภูเขาโซโนมา ที่ทำให้พื้นดินมีหลายระดับ หลายช่วงอุณหภูมิ

ไวน์ Sonoma

เช่นเดียวกับ Napa Valley… ไวน์โซโนมา นับเป็นเพียง 6% ของไวน์ทั้งหมดในแคลิฟอร์เนีย เพราะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ  มีทั้งไวน์ขาวเเละไวน์เเดง ส่วนใหญ่จะปลูก  Chardonnay และ Pinot Noir ด้วยความที่เป็นพื้นที่ติดชายฝั่งเสียส่วนใหญ่จึงมีอากาศที่หนาวและชื้น ถูกกับองุ่นทั้งสองประเภท รองลงมาก็คือ Cabernet Sauvignon ซึ่งมีการปลูกเพิ่มเติมจากความต้องการของผู้บริโภค ที่เหลือเป็นพันธุ์ที่มีการปลูกน้อยหน่อย ส่วนมากสำหรับใช้กับไวน์เบลนด์ ได้แก่ Zinfandel, Merlot, Sauvignon Blanc และ Syrah เป็นต้นครับ

ไวน์แดง Sonoma

องุ่น Pinot noir ทำให้ ไวน์โซโนมา มีรสชาติที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่นหากปลูกในพื้นที่เขาสูงและมีอากาศหนาว รสชาติของ Pinot noir ก็จะเข้มข้นด้วยโน๊ตของเชอร์รี่ ราสเบอร์รี่ รูบาร์บที่สุกงอม และโน๊ตของสมุนไพรต่างๆ มากมาย หรือหากปลูกในหุบเขา ใกล้ระดับน้ำทะเล รสชาติจะอ่อนละมุนกว่า ด้วยโน๊ตของดอกไม้ น้ำทับทิม ไปจนถึงวานิลลา เป็นต้นครับ

ไวน์ขาว Sonoma

ไวน์ขาวที่เป็นที่นิยมที่สุดในอเมริกา คงหนีไม่พ้น Chardonnay ซึ่งโซโนมามีปลูกเยอะที่สุด โดยไวน์จะมีโน๊ตผลไม้เขตร้อนชัดเจนตั้งแต่มะม่วงไปจนถึงสับปะรด หรืออาจเก็บช่วงที่ยังห่ามๆ Chardonnay จะมีโน๊ตของแอบเปิ้ล มะนาว เลม่อน ไปจนถึงขิงและตะไคร้อ่อนๆ ได้อีกด้วยครับ

แผนผัง Sonoma 

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าพื้นที่ของโซโนมา มีความหลากหลายอย่างมาก จึงมีเขต Sub-AVA (American Viticultural Area) เต็มไปหมด แต่ก็สามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ทั้งสิ้น 3 ประเภทใหญ่ๆ ตามนี้ครับ

1) พื้นที่หนาวเย็น

อยู่บนเขาสูง ติดชายฝั่ง หรือมีหมอกลง นิยมปลูก Chardonnay และ Pinot Noir

Russian River Valley (AVA – 1983)

จุดเด่นคือมักมีหมอกจับหนา ด้วยอิทธิพลจากลมหนาวที่พัดจากทะเลแปซิฟิก พร้อมดินที่มีส่วนผสมของหินทรายที่มีความร่วนปนทรายที่เรียกว่า  Goldridge soil เหมาะกับการปลูก Pinot noir และ Chardonney เป็นที่สุด Balletto – อาจเป็นวินยาร์ดที่ไม่ได้เด่นดัง แต่ผลิตไวน์ Pinot noir อันเป็นที่ยอมรับในนามของ Balletto Pinot Gris รสเข้มข้น ให้โน๊ตแอบเปิ้ลเขียวผสม honey blossom

Carneros (AVA – 1983)

เป็นพื้นที่ที่มีอากาศเย็น เพราะอยู่บนเทือกเขา และยังติดชายฝั่ง San Pablo รวมถึงมักมีหมอกหนาลงช่วงฤดูร้อน ปลูก Pinot Noir และ Chardonnay ได้ดีเยี่ยม Buena Vista – เป็นหนึ่งในโรงงานผลิตไวน์เชิงพาณิชน์ที่เก่าแก่ที่สุดในแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ปี 1857 เจ้าของคือ Agoston Haraszthy

Green Valley (AVA -1983)

เป็นหนึ่งใน Sub-AVA ที่เล็กที่สุดในโซโนมา โดยทั้งสภาพพื้นที่ก็ลงล็อคกับพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ มีหมอกหนา มีเนินเขา และดิน Goldridge soil จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูก Pinot noir และ Chardonney

Sonoma Coast (AVA – 1987)

เป็นพื้นที่ที่ติดกับชายฝั่งทะเลแปซิฟิค แต่ไม่ได้อยู่บนเนินเขา จึงไม่ได้อิทธิพลของหมอกเท่าไหร่ แต่จะมีอากาศหนาวและมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด ช่วงที่ร้อนก็อุณหภูมิสูงไม่แพ้ที่อื่น ทำให้ Pinot noir และ Chardonney มีเวลาเพียงพอที่จะสุกงอม ก่อนที่อากาศหนาวและฝนจะมาถึงนั้นเองครับ

Chalk Hill (AVA – 1983)

ได้ชื่อมาจากสภาพดินที่มีสีขาวๆ เทาๆ แห้งร่วน คล้ายดินที่ Chablis ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเหมาะสมกับการปลูก  Chardonnay และ Sauvignon Blanc เป็นอย่างมาก โดย Pinot noir ก็สามารถปลูกได้ หากอากาศหนาวเพียงพอ เพราะพื้นที่นี้ หากเทียบกับ Sonoma Coast จะอุ่นกว่า และไม่ค่อยมีหมอกหนาเท่าไหร่ Chalk Hill Estate – สำหรับคนชอบ Chardonnay รสคมกริบ มาพร้อมโน๊ตของลูกแพร์ สนซีด้า จบด้วยกลิ่นคาราเมลอ่อนๆ ที่ปลายลิ้น!

Fort Ross / Seaview (AVA – 2012)

ตั้งอยู่ทางตะวันออกของโซโนมา ติดกับชายฝั่งแปซิฟิค เป็นพื้นที่ทรงแคบ ตามแนวสันเขาที่ลึกและชัน ถึงแม้จะมีความเย็นชื่น และดินที่เหมาะสมกับการปลูกองุ่น แต่มีพื้นที่ไม่มาก และเข้าถึงค่อนข้างยาก ผู้ผลิตไวน์ที่นี่จึงนับว่ามีความทรนงอดทนสูงมากครับ

Sea Slopes – ด้วยความที่ได้คนทำไวน์อย่าง Jeff Pisoni ที่มาจากตระกูลนักทำไวน์โดยแท้จริง ทำให้ได้  Chardonnay ที่หอมสดชื้น ด้วยโน๊ตของเมลอน เปลือกเลม่อน ไปจนถึงแครมบรูว์เล

2) พื้นที่ภูเขาสูง

มีความลาดชัด ร้อนระหว่างวัน หนาวเฉพาะช่วงเช้าหรือกลางคืน นิยมผลิต Full-Bodied Red Sonoma Wines

Dry Creek Valley (AVA – 1983)

สภาพดินผสมผสานระหว่างดินทราย และดินกรวด พร้อมกับอากาศที่อยู่ระหว่างชายฝั่งและแผ่นดินแคลิฟอร์เนีย จึงไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป เหมาะสมกับการปลูก  Zinfandel และ Cabernet Sauvignon Lago di Merlo – ใครอยากลองไวน์ขาวจาก Fiano ต้องเลือกวินยาร์ดที่นี่เลย ด้วยไวน์ที่มีความสดชื้นของโน๊ตของดอก orange blossom และ honeysuckle

Alexander Valley (AVA – 1984)

อยู่ใจกลาง  Geyserville ที่มีการเพาะปลูกองุ่น Cabernet Sauvignon รสชาติกลมกล่อมมายาวนาน รุ่นสู่รุ่น นอกจากนั้นยังสามารถปลูก Chardonnay และ Merlot คุณภาพได้อีกด้วย

Moon Mountain District (AVA – 2013)

เป็นพื้นที่ AVA ที่ค่อนข้างใหม่มาก แยกตัวออกมาจาก Sonoma Valley เพราะต้องการสร้างอัตลักษณ์ให้ไวน์ของพื้นที่ที่เน้นการปลูก Zinfandel ที่เติบ ที่มีราชาติเข้มข้น Tannin สูงเป็นพิเศษ

Hanzell – ขึ้นชื่อเรื่อง Pinot noir และ Chardonnay รสชาติหนักแน่น โดย Pinot noir จะเต็มไปด้วยโน๊ตของเชอร์รี่ ทับทิม ราสเบอร์รี่ ไปจนถึง ยาสูบ ส้มสีเลือด วานิลลา ขิง และป่าชื้นๆ

Pine Mountain / Cloverdale Peak (AVA – 2011) เป็น Sub- AVA ขนาดเล็กและใหม่มาก อยู่ระหว่าง Alexander Valley และ Northern Sonoma อยู่บนเขาสูงที่ระดับ 480 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพพื้นที่ลาดชันและดินร่วนอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ทำให้สภาพพื้นที่เป็นเอกเทศน์และเข้าถึงยาก ปลูก Cabernet Sauvignon และ Zinfandel รสเข้มข้น คุณภาพเยี่ยมแบบที่หาตัวจับยาก

Rockpile (AVA – 2002) อยู่สูงขึ้นไปกว่า Pine Mountain เสียอีกด้วยระดับประมาณ 580 เมตรจากระดับน้ำทะเล ร้อนตอนกลางวัน แต่หนาวเย็นตอนกลางคืน ทำให้สามารถปลูกไวน์แดงได้หลากหลาย ตั้งแต่ Zinfandel, Petite Sirah และ Syrah ครับ

3) พื้นที่หุบเขา

Valley ที่มีอากาศไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป นิยมผลิต Softer & Rounder Red Wines

Sonoma Valley (AVA – 1981)

เป็นพื้นที่แรกในโซโนมาที่ได้ Sub-AVA ตั้งอยู่ใจกลางของโซโนมา ขนาบด้วยภูเขา Mayacamas ทางตะวันออก และเขา Sonoma ทางตะวันตก เกิดเป็นพื้นที่ราบหุบเขาขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ปลูก Chardonnay และ Pinot Noir แต่ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็น Cabernet Sauvignon รสละมุมที่ปลูกเยอะบริเวณตีนเขา และบนเขา

Westwood Legend – สำหรับคนชอบไวน์แดง Winery นี้มีตั้งแต่Cabernet Sauvignon ไปจนถึง Red Blend ระหว่าง Grenache, Syrah และ Mourvèdre ที่ให้รสชาติผลไม้ชัดเจน ตบท้ายด้วยโน๊ตของเครื่องเทศ พริกไทย และเนื้อย่าง

Knights Valley (AVA – 1983) ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่เป็นเอกเทศน์ที่สุด อยู่ทางตะวันออกที่สุดของโซโนมา ใครอยากสัมผัสความเป็นชนบท และธรรมชาติอันสมบูรณ์ ต้องมาที่นี้เลยครับ นอกจากนั้นยังได้แร่ธาตุจากดินภูเขาไฟของ Mount St. Helena ทำให้สามารถปลูก Cabernet Sauvignon Sauvignon Blanc และ Merlot คุณภาพเยี่ยมได้อย่างเหลือเฟือ

Bennett Valley (AVA – 2003)

สภาพดินของที่นี่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ด้วยความเป็นดินภูเขาไฟ ผสมกับดินเหนียว และสภาพอากาศที่เย็นในช่วงเช้าเล้กน้อย สร้างคาแร็คเตอร์เฉพาะให้องุ่น ที่ดังที่สุดในพื้นที่นี้คือ Syrah แต่องุ่นขาวเช่น Chardonnay และ Sauvignon Blanc ก็ดีไม่แพ้กันครับ Bennett Valley Cellars – สำหรับใครที่ชอบ Pinot noir รสละมุน ดื่มคล่อง ต้องมองหาไวน์ของ Emilio Zanin นักทำไวน์รุ่นเก๋า ได้ไวน์รสนุ่มโน๊ตเชอร์รี่ดำ ผสมเครื่องเทศอ่อนๆ

อ่านมาถึงตอนนี้ ใครที่เคยมองข้ามไวน์โซโนมาอยู่ ถึงคราวที่คุณต้องตาสว่างเสียที และหันมามองผืนแผ่นดินโซโนมาด้วยมุมมองใหม่ได้แล้วครับ!

Our favourite wines

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader