fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

Veneto ไวน์อิตาลีที่คุณมักมองข้าม

ใครชอบไวน์อิตาลี ห้ามมองข้าม ไวน์ Veneto โดยเด็ดขาด! เพราะไวน์อิตาลีดังๆ หลายๆ ตัว ก็มาจากผืนแผ่นดินนี้เยอะเหมือนกันครับ! ไวน์ Veneto อาจไม่ได้เป็นชื้อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวนักดื่มหลายๆ คน หากพูดถึงไวน์อิตาลี เพราะคงโด่งดังสู้ Tuscany หรือ Piemonte  ไม่ได้ แต่เวเนโตก็เป็นเหมือนกับม้างาน ที่ผลิตไวน์ได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นกว่า 18% ของไวน์อิตาลีทั้งหมด แถมคุณภาพก็ดีในระดับที่มองข้ามไม่ได้เลยทีเดียวครับ นอกจากนั้นยังผลิตไวน์อันหลากหลาย ตั้งแต่ไวน์แดงเกรด DOCG รสขม เข้มข้น แข็งแกร่ง อย่าง Amarone ไปจนถึงสปาร์คกลิ้งไวน์หอมสดชื่นอย่าง Prosecco ซึ่งล้วนแต่ถูกปลูก และผลิตในผืนแผ่นดิน Veneto ทั้งสิ้น



Veneto เป็น 1 ใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นหนึ่งในแคว้นที่เจริญที่สุด ด้วยความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของเมืองเวนิสอันโด่งดัง แต่ก็เป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกองุ่น ไวน์ Veneto ได้ดีเยี่ยมที่หนึ่งในอิตาลี ด้วยความที่ได้เทือกเขา Alps ที่อยู่ทางเหนือสุดของภูมิภาค ปกป้องพื้นที่เพาะปลูกองุ่นจากสภาพอากาศที่หนาวรุนแรงจากยุโรปเหนือ จึงทำให้เวเนโตเหนือเหมาะกับการปลูกองุ่นขาวเช่น Garganega 

ในขณะที่ฝั่งที่ติดกับชายฝั่ง Adriatic เต็มไปด้วยเนินเขาและแม่น้ำ ไปจนถึงพื้นที่ทะเลสาบ Garda ที่มีอากาศอบอุ่น เหมาะกับการปลูกองุ่นแดงที่มีรสชาติเข้มข้นเป็นที่สุด

ซึ่งสภาพอากาศมีความหลากหลายมาก เรียกว่า micro-climate ทำให้สามารถปลูกพันธุ์องุ่นที่หลากหลาย จนทำให้ผลิตไวน์อันหลากหลายกว่าพื้นที่อื่นๆ ในอิตาลี ตั้งแต่ไวน์แดง ไวน์ขาว โรเซ่ ไปจนถึงไวน์หวาน

แผนผัง Veneto

จะพูดถึงพื้นที่แยกย่อยทั้งหมดในเวเนโต ก็คงจะไม่ไหว เพราะส่วนมาอิตาลีชอบแบ่งพื้นที่ยิบย่อย แค่ในเวเนโตอย่างเดียวมีพื้นที่ DOCGs ด้วยกัน 15 พื้นที่ ส่วนพื้นที่ DOC อีก 28 ที่ ซึ่งมีความซับซ้อน น่าสับสนยิ่งนัก! เราจึงขอยกมา 5 พื้นที่ ซึ่งมีความโด่งดังเรื่องไวน์อันแตกต่างกันออกไป แต่ล้วนแต่เชิดชูให้ไวน์ในพื้นที่เวเนโตโด่งดังไปทั่วโลกเลยครับ

Valpolicella

Valpolicella มีพื้นที่ประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เหนือสุดของเวเนโต ติดกับเทือกเขา Alps ไปจนถึงทางใต้ของเมือง Verona โดยฝั่งตะวันตกซึ่งติดกับทะเลสาบ Garda เป็นจุดที่มีการปลูกองุ่นมากที่สุด

โดยรวมแล้วองุ่นที่มีการปลูกมากที่สุดในพื้นที่ Valpolicella คือ Corvina, Corvinone, Rondinella และ Molinara ซึ่ง Corvina เป็นองุ่นที่ขึ้นชื่อที่สุดในพื้นที่นี้ เป็นดังตัวชูรสชาติให้ไวน์เลยก็ว่าได้ ลักษณะเฉพาะตัวของไวน์คือมีความ dry เต็มไปด้วยรสชาติของผลไม้สีแดงฉ่ำๆ รวมถึงมีโน๊ตเฉพาะตัวของเชอร์รี่เปรี้ยวๆ ด้วยครับ

โดยผู้ผลิตส่วนใหญ่จะทำไวน์จากองุ่นคล้ายๆ กัน แต่สไตล์การผลิตทำให้สามารถแบ่งไวน์จาก Valpolicella  ได้เป็น 4 สไตล์ ตามนี้ครับ

Valpolicella DOC รสสดชื่น ลีน ดื่มคล่อง และมีความเป็นผลไม้ชัดเจน แม้จะมีความไลท์ แต่ก็ยังคงความซับซ้อนในรสชาติไวน์ได้ครับ

Valpolicella Ripasso DOC เป็นวิธีการผลิตที่ทำการหมัก 2 ครั้ง โดยใช้เปลือกจากองุ่นเพิ่ม Tannin และความเข้มข้นลงไปในไวน์ ทำให้ไ้ไวน์ที่มีความ Full-body มากขึ้น มีรสชาติที่นุ่มลึก เข้มข้นกว่าไวน์ในแบบแรกครับ

Amarone della Valpolicella DOCG โด่งดังที่สุดในปี 1990 ซึ่งคำว่า Amarone แปลตรงตัวแปลว่า “big bitter” หรือ ‘ขมมาก’ ด้วยรสชาติอันเข้มข้นดุดัน แต่ก็สมดุลและหรูหราไปพร้อมๆ มาพร้อมโน๊ตของดาร์คเบอร์รี่ โกโก้ และลูกเกด ทำให้เป็นขวัญใจของนักดื่มทั่วโลก โดยทำจากกรรมวิธี appassiment ที่เอาองุ่นไปตากแดดยาวนานประมาณหลายอาทิตย์จนถึงเดือนนึงเลย จนองุ่นแห้ง แล้วจึงนำมาทำไวน์ที่เข้มข้น ระดับแอลกอฮอร์สูงถึง 17%

Recioto della Valpolicella DOCG มีกระบวนการทำคล้ายๆ กับ Amarone แต่ตากแห้งนานกว่าประมาณ 100 ถึง 200 วัน จากนั้นจึงนำองุ่นไปหมัก แต่ทำการหยุดยั้งกระบวนการทำงานของยีสก่อน เพื่อให้เหลือน้ำตาลเยอะหน่อย จนได้ไวน์หวานหอม ที่มี acidity จากธรรมชาติแสนสดชื่น

Bardolino

สำหรับใครที่อยากลิ้มลองไวน์ Valpolicella แต่อาจสู้ราคาไม่ไหว ลองมองหาไวน์ที่รองลงมาหน่อย แต่ก็ยังมีคุณภาพ รสชาติเข้มข้น เต็มไปด้วยโน๊ตของผลไม้ และเครื่องเทศอบ

ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบ Garda เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกองุ่นอย่างยิ่งด้วยสภาพอากาศอบอุ่น แสงอาทิตย์ส่องทั่วถึง และไม่ค่อยมีฝนเยอะเท่าไหร่

ซึ่งสายพันธุ์องุ่นที่สามารถปลูกได้อย่างดีเยี่ยมคือ Corvina, Corvinone, Rondinella และ Molinara (ตรงกับ Valpolicella) ซึ่งไวน์ที่น่าสนใจจะมีตั้งแต่ Bardolino Classico ซึ่งทำจากองุ่นบริเวณเนินเขาทำให้ไวน์มีรสชาติที่เข้มข้นมากกว่า Bardolino  ทั่วไป แต่หากใครอยากได้ไวน์ระดับท๊อปที่สูสีกับ Valpolicella เลย ต้องลอง Bardolino Superiore Classico ไวน์แดง Full-body รสชาติเข้มข้นจัดจ้าน

Soave

Soave ตั้งอยู่ระหว่างเมือง  Verona และ Vicenza  เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์ขาวที่สุดในประเทศอิตาลี โดยถึงแม้ว่าจะมีช่วงหนึ่งที่คุณภาพของไวน์จาก Soave ตกลง แต่ตอนนี้ก็กลับมาโด่งดัง เป็นที่ยอมรับอีกครั้ง ด้วยดินภูเขาไฟอุดมไปด้วยแร่ธาตุ โดดเด่นเรื่องการปลูกองุ่นขาว Garganega ซึ่งเป็นหนึ่งในองุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากในอิตาลี และนิยมเบลนด์ผสมกับ Chardonnay และ Trebbiano di Soave

รสชาติไวน์ขาวจะ Dry เฉียบคม และสดชื่น ด้วยโน๊ตอันสดใสของเลม่อน พร้อมเอกลักษณ์รสเปรี้ยวกร่อยที่ได้จากแร่ธาตุที่ปลายลิ้นทำให้ไวน์มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ซึ่งหากเป็นไวน์คุณภาพดีจริงๆ จะสามารถเอจได้ยาวนานเป็นปีๆ คุณสามารถหาได้จากกลุ่มไวน์ Soave Classico DOC ซึ่งได้จากิองุ่นที่ได้ชื่อว่าเติมโตในพื้นที่ที่เก่าแก่ที่สุดใน Soave เช่นชุมชน Monteforte d’Alpone หรือลองมองหาผู้ผลิตที่มีความเป็นมายาวนาน ชำนาญการในเรื่องการทำไวน์ขาวเช่น Pieropan และ Inama เป็นต้นครับ

Conegliano-Valdobbiadene

หากจะพูดถึง ไวน์ Veneto ก็จะต้องพูดถึง Conegliano-Valdobbiadene ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำใหไวน์เวเนโตมีความหลากหลายแบบที่หาในพื้นที่อื่นไม่ค่อยได้เลยครับ  โดยพื้นที่ดังกล่าว ตั้งอยู่เหนือขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่าน Treviso และลึกเขาไปในเนินเขา Alpe foothills จะเจอพื้นที่ไร่องุ่นที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชัน หากแต่เต็มไปด้วยรสชาติและเอกลักษณ์ แต่หากจะขึ้นไปบน Conegliano-Valdobbiadene จะต้องเดินเท้าขึ้นไปบนเขา อีกทั้งการเก็บเกี่ยวองุ่น ต้องทำด้วยมือเท่านั้น ทำให้ได้ขนานนามว่าเป็น “heroic viticulture” ซึ่งกว่าจะได้ผลผลิตมาก็ต้องอาศัยความพยายามอย่างสูง

แน่นอนว่าไวน์ที่ได้จากพื้นที่นี้ก็ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะไวน์ที่ได้คือ Prosecco ซึ่งเป็นสปาร์คกลิ้งไวน์ที่ขึ้นชื้อว่าดีที่สุดในอิตาลี ทำจากองุ่น Prosecco หรือผสมผสานพันธุ์องุ่นท้องถิ่นอันหายากมากมาย เช่น Bianchetta, Verdiso ไปจนถึง Perera ได้รสไวน์สปาร์กลิ้งหอมชื่นใจ acidity สูง เต็มไปด้วยโน๊ตของแอปเปิ้ล แพร์ และเมล่อน แต่ก็ยังมีความนุ่มลึกด้วยกลิ่นอายของเบียร์และครีมสด

ซึ่งในบรรดา Prosecco ที่จัดว่าหาไม่ได้ง่ายๆ ที่สุดของที่สุดคือ Superiore di Cartizze DOCG ไร่เล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของหมู่บ้าน Valdobbiadene ผู้ขึ้นชื่อว่าผลิต Prosecco คุณภาพเยี่ยมที่สุดในอิตาลี

Colli Berici

อยู่บริเวณตีนเขา Alps ทางตะวันตกของเวเนโต จะเป็นพื้นที่เนินเขา Berici ซึ่งเป็นดินที่ถูกทับถมมานับล้านปี จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุ ทำให้ปลูกองุ่นได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งแองุ่นขาวและองุ่นแดง แต่ที่ขึ้นชื่อจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นองุ่นแดงรสชาติเข้มข้นพันธุ์ Carmenere

ปัจจุบันคนมักคิดว่า Carmenere เติบโตได้ดีในฝรั่งเศส หรือชิลี แต่แท้จริงอิตาลีได้มีการปลูก Carmenere มาอย่างยาวนาน ซึ่งจะได้ไวน์แดงรสชาติจัดจ้าน ด้วยโน๊ตของราสเบอร์รี่และพลัมชัดเจน นอกจากนั้นยังมีรสพริกหยวก และเมล็ดพริกไทยเขียว อีกด้วยครับ

จับคู่ Veneto Wine กับมื้อโปรด

  • Prosecco ไวน์ Veneto ตัวนี้ จับคู่กับอาหารได้หลากหลายมากๆ ตั้งแต่เมนูเรียกน้ำย่อย แฮม เนื้อโควด์คัท ไปจนถึงอาหารเอเชียที่มีรสจัดรสเผ็ดต่างๆ
  • Amarone della Valpolicella เป็นไวน์ Veneto รสเข้มข้น แอลกอฮอร์สูง ควรจับคู่กับเนื้อสัตว์ และอาหารที่มีความหนักหน่อยเช่นสเต็กเนื้อวัว แกะ เนื้อลูกวัว ไปจนถึงเมนูพาสต้าซอสชีส ซอสคาโบนาร่า เป็นต้นครับ

ฉะนั้นครั้งหน้าหากได้ยินชื้อ Veneto Wine ห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาดนะครับ เพราะนอกจากจะสามารถผลิตไวน์ในปริมาณมากได้แล้ว ยังมีไวน์คุณภาพยอดเยี่ยม ชูโรงของไวน์อิตาลีไวน์เยอะไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ!  

ไหนๆก็เรียนรู้เรื่อง ไวน์ Veneto ไปเเล้ว เรามาดูเรื่องพันธุ์องุ่นอิตาเลี่ยนเพิ่มหน่อยก็ไม่เสียหายครับ คลิกที่นี่เลย

Our favourite wines

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader