fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

Chateau Latour บุกเบิกบอร์โดซ์เบลนด์ให้ดังก้องโลก

Chateau Latour เป็นไวน์ฝรั่งเศสสุดคลาสสิค ส่งตรงจากบอร์โดซ์เรดเบลนด์ นอกจากนั้น Chateau Latour เป็นหนึ่งในไม่กี่เจ้าที่ได้ First growth หรือระดับ premier cru ในปีแรกอย่างปี 1855 มาครอง รสชาติที่จัดว่าเป็นสุดยอดแห่งไวน์แดง ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน จะเป็นอย่างไร ต้องลองมาดื่มด่ำไปกับ Chateau Latour ซักขวดกันเลยครับ


ไวน์แนะนำ



ที่มาที่ไปของ Chateau Latour

Chateau Latour มีความเป็นมายาวนาน ย้อนรอยกลับไปตั้งแต่ปี 1331 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตกเป็นของขุนนางและชนชั้นสูง แต่เข้ามาเกี่ยวเนื่องกับการผลิตไวน์เมื่อประมาณปี 1700 ที่เริ่มมีการผลิตไวน์เพื่อดื่มกันในงานสังคม หรือแลกเปลี่ยนระหว่างชนชั้นสูง ซึ่งเป็นการผลิตแบบน้อยๆ โดยไม่ได้มีการสร้างโรงเก็บไวน์ หรือวางแผนในการส่งออกใดๆ

จนมาถึงต้นปี 1800 ที่เศรษฐกิจเริ่มเฟื่องฟูในฝรั่งเศส โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลาง ชนชั้นพ่อค้า จึงทำให้มีการค้าขายไวน์มากขึ้น โดย Chateau Latour ก็เป็นหนึ่งในราชื่อผู้ผลิตไวน์ชั้นนำของฝรั่งเศสในสมัยนั้น จนมาถึงในปี 1855 ได้รับการการันตีระดับ First growth หรือระดับ premier cru ร่วมกับผู้ผลิตที่ทรงเกียรติในฝรั่งเศสอย่าง Lafite-Rothschild, Margaux และ Haut-Brion

ต่อมา เข้าสู่ปี 1993 ที่ Chateau Latour ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อวินยาร์ดถูกเปลี่ยนมือมาสู่ François Pinault ซึ่งเป็นเจ้าของ Chateau Latour มาจนถึงปัจจุบัน โดยยังคงมุ่งเน้นการผลิตไวน์อันมีคุณภาพ เกรดพรีเมี่ยม แต่ก็นำพาเทคโนโลยี ความทันสมัยมาสู่การผลิตไวน์ มาพา Chateau Latour ก้าวเข้าสู่ยุคโมเดิร์นได้อย่างสง่างามมากๆ ครับ ซึ่งนอกจากจะทำห้องชิมไวน์ และห้องเก็บไวน์ใหม่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิของไวน์ได้ดีเป็นที่สุด ยังมีระบบป้องกันการลอกเลียนแบบของไวน์ลงในฉลาก ขวด และจุกไวน์ เพื่อแทร็กกิ้ง ยืนยันความแท้จริงของไวน์แต่ละขวด ซึ่งถือได้ว่าเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำระบบ Prooftag มาใช้กับไวน์อย่างเต็มรูปแบบครับ

พื้นที่ของ Chateau Latour

ตั้งอยู่ในทำเลทองของบอร์โดซ์ที่เรียกได้ว่าไร่อื่นๆ ต้องมองกันตาเขียวด้วยความอิจฉากันเลยครับ เพราะเป็นพื้นที่ใจกลางเขต Médoc อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบอร์โดซ์ หันหน้าออกสู่ปากแม่น้ำ Gironde ที่อยู่ห่างจากไร่ไปเพียงแค่ 300 เมตรเท่านั้น! นอกจากจะได้วิวอันงดงาม ยังเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการปลูกองุ่น ทั้งสภาพอากาศและสภาพดินด้วยครับ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมทะเลแอตแลนติก ผนวกกับน้ำจำนวนมหาศาลจากปากแม่น้ำ ป้องกันไม่ให้อากาศในวินยาร์ดหนาวจนเกินไป ทำให้องุ่นสุกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้องุ่นที่รสชาติเข้มข้นในฟดูเก็บเกี่ยวครับ

นอกจากนั้นสภาพดินของวินยาร์ด Chateau Latour ก็ยังโดดเด่นอีกด้วย ซึ่งจะอยู่เหนือจากระดับแม่น้ำประมาณ 12 – 16 เมตร เป็นดินที่อุดมไปด้วยก้อนหิน และกรวด ปกคลุมชั้นดิน ซึ่งดินชั้นล่างจะเป็นดินเหนียวผสมกับปูนดินสอพองอันอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ซึ่งสามารถระบายน้ำได้ดีในช่วงหน้าฝน แต่ก็สามารถกักเก็บน้ำได้ในชั้นดินที่ลูกลงไป สำหรับหน้าแล้งที่รุนแรงบางปีของบอร์โดซ์นั่นเองครับ

ไวน์ของ Chateau Latour

Chateau Latour มุ่งเน้นในการผลิตไวน์แดงเบลนด์สไตล์บอร์โดซ์ เช่นเดียวกับไวน์ฝรั่งเศสอันเก่าแก่หลายๆเจ้า ที่จะไม่ได้ผลิตไวน์ที่มีความหลากหลายมาก แต่จะเน้นไปที่สไตล์ไวน์ที่ตนเองผลิตมาอย่างยาวนาน ซึ่งรสชาติจะค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมากขึ้นอยู่กับวินเทจน์ขององุ่นครับ

โดยเบอร์โดซ์เบลนด์ของ Chateau Latour ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอันบาลานซ์ระหว่างความหวานและ acidity ที่แสนจะลงตัว ของรสชาติเข้มข้นจาก Cabernet Sauvignon ผสมผสานกับความละมุนและ Fruity ของ Merlot, Cabernet Franc ไปจนถึง Petit Verdot (ซึ่งสัดส่วนต่างๆ ในการเบลนด์จะแตกต่างกันไปในแต่ละวินเทจน์ครับ ขึ้นอยู่ผลผลิตในแต่ละปีเลย) 

Grand Vin de Latour, 1959 

เป็นไวน์ที่ขึ้นชื่อว่ามีเรตติ้งที่สม่ำเสมอที่สุด แม้จะเป็นปีที่ผลผลิตในบอร์โดซ์โดยรวมไม่ดี แต่ Grand Vin ก็ยังได้เรตติ้งไม่ต่ำกว่า 92 หรือ 94 เลยครับ จึงไม่ว่าจะเป็นปีไหนก็ค่อนข้างวางใจได้ รสชาติคงความดั้งเดิมของบอร์โดซ์เบลนด์ที่สุดครับ แต่ปีที่ดีอย่างโดดเด่นก็จะมีปีอย่าง 1959 ที่มีอากาศอบอุ่น สม่ำเสมอทั้งปี ทำให้ได้ไวน์รสชาติเข้มข้น ซับซ้อน full-bodied เต็มไปด้วยโน้ตผลไม้สุก ไม้ซีด้าร์ และดาร์คมิ้นท์ช็อกโกแล็ต สามารถเอจจิ้งได้ยาวนาน พัฒนารสชาติให้มีคุณภาพเยี่ยมขึ้นไปได้เรื่อยๆ เลยครับ

Les Forts de Latour, 2000

มีสไตล์และกระบวนการผลิตที่คล้ายคลึงกับ Grand Vin แต่สัดส่วนในการเบลนด์จะผสม Merlot ลงไปในปริมาณที่เยอะกว่า Grand Vin ที่ประมาณ 25% – 30% จึงจะได้รสชาติไวน์ที่ละมุนกว่า เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากได้ไวน์ที่มีความเข้มข้นเกินไปครับ มีสีแดงเข้ม ทรงพลัง พร้มอโครงสร้างของไวน์ที่สมดุล แต่ก็ซับซ้อน ได้โน้ตของผลไม้ และใบยาสูบชัดเจน

Le Pauillac de Chateau Latour, 2003

เหมาะสำหรับเป็นไวน์เบิกทาง เพื่อเข้าสู่ Chateau Latour หรือเหมาะกับมือใหม่หัดดื่มเพราะจะเน้นองุ่นที่มีอายุน้อย ไม่ต้องเอจจิ้งนาน มีความ fruity มากกว่าไวน์ 2 ตัวแรกที่กล่าวถึง ซึ่งเบลนด์จะเน้นรสชาติของ Merlot ซึ่งเบลนด์ประมาณ 45% ครับ ได้ไวน์รสผลไม้เข้มข้นทั้งเบอร์รี่ หรือสโตนฟรุ๊ต ที่โครงสร้างแน่นและรสชาติค้างอยู่ในปากยาวนาน โดยเฉพาะในปี 2003 ซึ่งผลผลิตดี และแตกต่างจากปีอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ!

วินเทจน์อื่นๆ ที่ดีเยี่ยมสำหรับไวน์ Chateau Latour : 2019, 2018, 2017, 2016, 2015, 2014, 2012, 2010, 2009, 2008, 2006, 2005, 2003, 2002, 2001, 2000, 1996, 1995, 1990, 1982, 1975, 1971, 1970, 1966, 1964, 1962, 1961, 1959, 1955, 1953, 1949, 1948, 1945, 1934, 1929, 1928, 1926, 1921 และ 1900

จับคู่ไวน์ Chateau Latour กับเมนูโปรด

ไวน์แดง Chateau Latour มีรสชาติเข้มข้น tannin ค่อนข้างสูง ควร decant ประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งจับคู่ได้ดีกับโรปตีน เนื้อสัตว์ที่มีความหนักแน่น หรือมีกลิ่นเฉพาะตัวเช่นเนื้อวัว ลูกวัว เป็ด หมูป่า ไปจนถึงเนื้อไก่ ทานคู่กับซอสรสชาติ้เข้มข้น เช่นซอสพริกไทย กระเทียม หรือซอสครีมเห็ดก็ได้ ซึ่งมีบางคนแนะนำสเต็กนกกระจอกเทศ ไปจนถึงนกอีมู ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ทานกับซอสเบอร์รี่รีดักชั่น ก็ลงตัวเป็นอย่างมากครับ

Our favourite wines

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader