fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

เปิดตำนานจ้าวแห่งไวน์ฝรั่งเศส Chateau Mouton Rothschild

ตระกูล Rothschild เป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลที่สุดในยุโรป ทั้งในเรื่องการเงิน มูลนิธิต่างๆ ไปจนถึงเรื่องของไวน์ ซึ่งเป็นเจ้าของวินยาร์ดดังๆ ทั่วฝรั่งเศส โดยหนึ่งในนั้นคือ Chateau Mouton Rothschild ซึ่งเป็นเจ้าของไวน์ Chateau Mouton Rothschild ในตำนาน ที่ราคาสามารถพุ่งสูงเป็นหลักล้าน เจ้าของบอร์โดซ์เบลนด์สุดคลาสสิค ยิ่งเอจจิ้ง ยิ่งสุดยอดครับ



ประวัติความเป็นมาของ Chateau Mouton Rothschild

มีความเป็นมาที่ยาวนาน ตั้งแต่ปี 1853 ที่ Baron Nathaniel de Rothschild ท่านผู้ดีแห่งคฤหาสน์ Rothschild ที่ต้องการผลิตไวน์ของตัวเองเพื่อใช้ในงานสังคม บริการแขกต่างๆ จึงซื้อพื้นไร่ที่ข้างเคียงที่มีชื่อว่า Château Brane-Mouton บริเวณ  Pauillac ซึ่งอยู่ใจกลางพื้นที่ Médoc แห่งแคว้นบอร์โดซ์ และจึงชื่อใหม่ให้เป็น Chateau Mouton Rothschild

ซึ่งในปีต่อๆ มามีการพัฒนาไวน์ในแบบที่ล้ำหน้าผู้ผลิตไวน์จ้าวอื่นๆ ไปหลายก้าว ตั้งแต่การออกแบบฉลากไวน์ ไปจนถึงสร้างพื้นที่จัดเก็บไวน์ที่มีอุณหภูมิสม่ำเสมออย่าง Grand Chai (Great Barrel Hall) ซึ่งมีความยาวถึง 100 เมตร โดยภายในปี 1933 Baron Philippe ได้เข้ามาดำเนินกิจการต่อ สร้างแบรนด์ร่วมชื่อ Baron Philippe de Rothschild SA ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ส่งออกไวน์บอร์โดซ์รายใหญ่ที่สุดเลยครับ

ความสำเร็จครั้งใหญ่ของ Chateau Mouton Rothschild เกิดขึ้นเมื่อปี 1973 เมื่อ Château Mouton Rothschild ได้รับดีกรีวินยาร์ดระดับ Premier Cru Classé (Classified First Growth) เป็นครั้งแรก หลังจากชวดมาอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อปี 1855 ยิ่งทำให้ไวน์ของ Chateau Mouton Rothschild เป็นที่หมายตาของคอไวน์ตัวจริงยิ่งขึ้นครับ 

จนมาถึงปัจจุบัน Chateau Mouton Rothschild ยังสามารถดำเนินกิจการภายใต้ชื่อเดิม บริหารโดยตระกูล Rothschild เช่นเดิม ซึ่งตั้งแต่ปี 2014 กิจการถูกส่งต่อไปสู่ 3 พี่น้องตระกูล Rothschild ได้แก่ Camille Sereys de Rothschild, Philippe Sereys de Rothschild และ Julien de Beaumarchais de Rothschild ที่ดำเนินสืบสานตำนานแห่งไวน์ Rothschild ด้วยความรัก และหวงแหนศิลปะแห่งการผลิตไวน์ของบอร์โดซ์ครับ 

พื้นที่ของ Chateau Mouton Rothschild

วินยาร์ดของ Chateau Mouton Rothschild ตั้งอยู่ในหนึ่งในพื้นที่ปลูกองุ่นที่ทรงมูลค่าที่สุดในโลก ขนาดประมาณ 560 ไร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบอร์โดซ์ ที่ขอบของแหลม Médoc ในพื้นที่ Pauillac terrior ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำ ไม่ว่าจะมาจากแม่น้ำหรือละอองน้ำที่พัดมาจากชายฝั่งทะเลครับ

ทางด้านสภาพพื้นที่ จะเป็นพื้นที่เนินเขาขนาดเล็ก สร้างเนินดินที่ไม่ค่อยลาดชันนัก ทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว แต่ก็ทำให้องุ่นได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ไปพร้อมๆ กัน สภาพดินจะอุดมไปด้วยกรวดและหินมน ที่ซึมซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี แถมดินยังเป็นดินเหนียวและดินทราย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นดินที่แย่…. สำหรับการปลูกพืชพันธุ์อื่นๆ นอกจากองุ่น ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ตระกูลเถา สามารถอยู่รอดในสภาพดินที่มีเอกลักษณ์ ได้องุ่นที่รสชาติดีเยี่ยมและเป็นเอกลักษณ์มากๆ เลยครับ

ไวน์ของ Chateau Mouton Rothschild

ลักษณะของรูปแบบไวน์ Chateau Mouton Rothschild จะไม่ได้มีความหลากหลายเหมือนกับผู้ผลิตหลายๆ คน ที่ต้องการตีตลาดให้กว้างขว้าง แต่ Chateau Mouton Rothschild ต้องการรักษาคุณภาพ และรสชาติอันดั้งเดิมของไวน์ ซึ่งจะแบ่งเป็นไวน์ 3 รูปแบบเท่านั้น แต่จะมีวินเทจน์ให้เลือกหลากหลายมาก ขึ้นชื่อเรื่องไวน์เบอร์โดซ์เรดเบลนด์คุณภาพเยี่ยม รสชาติดั้งเดิม ซึ่งหลายๆ คนอาจจะรู้จักแบรนด์นี้ ในฐานะที่เป็นเจ้าของหนึ่งในไวน์ที่แพงที่สุดในโลก อย่าง Jeroboam Chateau Mouton-Rothschild 1945 ซึ่งมีราคาแตะขวดละ 2 ล้านบาท! ตีราคาเป็นแก้วละ 4 แสนบาทโดยประมาณ!

แต่หากคุณไม่มีเงินขนาดนั้น ก็ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะ Chateau Mouton Rothschild ก็มีไวน์ขวดอื่นๆ ที่คุณสามารถจับต้องได้

Château Mouton Rothschild, 2000 

ไวน์แดงเบลนด์ระหว่าง Cabernet Sauvignon 86% และ Merlot 14% (ปริมาณการเบลนด์จะขึ้นอยู่กับผลผลิตในปีนั้นๆ ครับ ซึ่งบางปีอาจมีการเบลนด์ Cabernet Franc และ Petit Verdot ลงไปด้วยครับ) ซึ่งเป็นปีที่มีผลผลิตดี ได้ไวน์เข้มข้น มีสีแดงเข้ม full-body มีกลิ่นชื้นๆ ของเฟิร์น ดินดำ ไปจนถึงแยมผลไม้ และลูกพรุน พร้อม tannin ละมุนนุ่ม โครงสร้างของไวน์ก็แข็งแรง เทียบได้กับวินเทจน์ปี 1986 ซึ่งก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กันเลยครับ

Le Petit Mouton de Mouton Rothschild, 2012

เป็นไวน์ตัวที่ 2 ของ Château Mouton Rothschild ซึ่งถูกปลูกในวินยาร์ดใกล้เคียงที่มีชื่อว่าวินยาร์ด Le Petit Mouton de Mouton Rothschild ซึ่งจะเป็นสไตล์เดียวกับไวน์ตัวแรก แต่จะมีรสชาติที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยปี 2012 เป็นปีที่มีอากาศที่สุดขั่ว เพราะมีหน้าหนาวที่หนาวเย็น และหน้าร้อนที่ร้อน แถมยังมีฝนเยอะ ทำให้ไวน์ที่ได้ในปีนี้มีรสชาติจัดจ้าน โดดเด่น full-body ด้วยโน้ตผลไม้ เชอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ ชัดเจน ไปจนถึงเครื่องเทศ วานิลลา ลงท้ายด้วยโน้ตของแร่ธาตุค้างในปาก

Aile d’Argent, 2018

เป็นไวน์ที่ใหม่ที่สุดของ Château Mouton Rothschild เป็นไวน์ขาวรสชาติเข้มข้น ผลิตจาก Sauvignon และ Sémillon โดยในปี 2018 เป็นปีที่มีสภาพอากาศรุนแรง ฝนตก ลูกเห็บ ทำให้ได้ไวน์ขาวที่สีเข้มกว่าปีอื่นๆ มีโครงสร้าง tannin ชัดเจน และรสชาติเข้มข้น แต่ก็ยังมีรสชาติอันแสนสดชื่นของซิตรัสฟรุ๊ต และพีช แต่ก็ยังมีโน๊ตอ่อนๆ ของเทียนสัตตบุษย์ หินเหล็กไฟ แอบซ่อนกลิ่นอ่อนๆ ของผลไม้เขตร้อน เครื่องเทศ ขิง และพริกไทยขาว

วินเทจน์ที่ดีของ Château Mouton Rothschild: 2019, 2018, 2017, 2016, 2015, 2014, 2012, 2010, 2009, 2008, 2006, 2005, 2003, 2000, 1996, 1995, 1986, 1985, 1982, 1961, 1959, 1955, 1953, 1949, 1948, 1945, 1929, 1928 และ 1900

จับคู่ Château Mouton Rothschild กับเมนูโปรดของคุณ

สำหรับ Château Mouton Rothschild และ Le Petit Mouton de Mouton Rothschild จะเหมาะกับการทานคู่กับเนื้อสัตว์ที่มีความหนักๆ และมีกลิ่นเฉพาะตัวหน่อย เช่นเนื้อลูกวัว หมู เนื้อวัว แกะ เป็ด เนื้อสัตว์ป่า ไก่ สไตล์การทำอาหารที่เข้าที่สุดคือการย่าง นอกจากนั้นยังเหมาะกับอาหารเอเชีย เช่นอาหารจีนที่มีมันเยอะๆ ไปจนถึงเนื้อปลาที่มีเนื้อแน่นๆ หน่อยเช่นแซลม่อน หรือทูน่าเป็นต้น

ส่วน Aile d’Argent เหมาะอย่างที่สุดสำหรับซีฟู้ด ตั้งแต่ซูชิ ซาชิมิ ปู ล๊อบสเตอร์ และสำหรับวินเทจน์ที่รสชาติเข้มข้นหนักแน่นหน่อย ก็จะเหมาะกับไก่ เนื้อลูกวัว หมู และชีสครับ

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader