fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

Wineman in Wine Tasting

หลังจากที่โควิด-19 ทำให้งานไวน์ต่างๆ ต้องเลื่อนกันเป็นแถวๆ จนปีนี้ผมเกือบจะถอดใจ เลิกหวังกับการไปลงสนาม ตามหาไวน์ชั้นเยี่ยมในงานไวน์เสียแล้ว… แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไวน์แมนได้มีโอกาสไปงานไวน์ Tasting ที่มีไวน์จัดแสดงให้ชิมกว่า 500 ตัว จากผู้ผลิตชื่อดังทั่วโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ออสเตรเลีย ชิลี และอื่นๆ ผู้คนพลุกพล่าน มีชีวิตชีวา พร้อมขวดไวน์ที่ตั้งเรียงรายชวนให้ลองแล้วก็แน่นอนว่าผมเจอไวน์ที่ถูกใจมาไม่น้อยเลยทีเดียว ตามมาดูกันเลยครับว่าจะมีขวดไหนที่โดนใจไวน์แมนกันบ้าง!

มาเริ่มที่ฝั่งอิตาลีเลยครับ โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบดื่มไวน์อิตาลีมากครับ ฉะนั้นไวน์ที่ผมนำมาแนะนำจะมาจากฝั่งอิตาลีเยอะซะหน่อย อย่างที่รู้กันว่าประเทศอิตาลีเป็นประเทศที่ผลิตไวน์มายาวนานและผลิตส่งออกมากเป็นอันดับต้นๆของโลก แทบทั่วทุกภูมิภาคของอิตาลีจะมีไร่ไวน์เต็มไปหมด ในวันนี้ผมได้นำไวน์จากแคว้น Tuscany, Veneto, Sicily และ Piedmont มาแนะนำกันครับ!

อิตาลี

Tenuta di Sesta, Rosso di Montalcino DOC 2017

คะแนน JS91  WS90  ราคา 985 บาท

Tenuta di Sesta เป็นไร่องุ่นเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในแคว้นTuscany โดยเจ้านี้เขามีวิธีการผลิตไวน์ที่ผสมผสานประยุกต์วิธีการผลิตไวน์แบบดั้งเดิมและแบบใหม่ โดยการผลิตไวน์แต่ละ vintage ของเขาจะขึ้นอยู่สภาพภูมิอากาศในแต่ละปีครับ และการหมักบ่มของเขาก็ใช้วิธีการหมักบ่มในถังไม้โอ๊คสโลวาเนีย ที่ทำให้รสชาติไวน์มีความเก่าแก่ เหมือนดื่มไวน์จากยุคโรมันเลยครับ

ไวน์ Tenuta di Sesta, Rosso di Montalcino DOC 2017 ตัวนี้ผลิตจากองุ่น Sangiovese 100% ครับ ให้รสสัมผัสที่นุ่มนวลและอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นความบาลานซ์ของโน้ตผลไม้สีแดงที่ลงตัว เสริมด้วยกลิ่นหอมอโรม่าที่ฟุ้งกระจายของดอกไม้ และตบท้ายด้วยรสชะเอมเทศและพริกไทที่ทำให้ไวน์ตัวนี้ครบรส ครบเครื่องเลยครับ

Tenuta Cantagallo , Le Farnete Carmignano Riserva DOCG 2014
ราคา 1,715 บาท

ไวน์ตัวนี้ผลิตจากองุ่น 80% Sangiovese และ 20% Cabernet Sauvignon เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของแบล็คเบอร์รี่ และสัมผัสได้ถึงความ earthy tone ที่เด่นชัด และแทนนินที่ดี เพราะไวน์ตัวนี้มีการหมักบ่มในถังไม่โอ๊คถึง 12 เดือน เลยละครับ เลยส่งผลให้ไวน์มีโครงสร้างที่ดีเยี่ยมได้ขนาดนี้

Le Preare by Cantina di Negrar, Amarone della Valpolicella Classico DOCG 2017
ราคา 1,245 บาท

ต่อด้วยไวน์ Amarone จากแคว้น  Veneto ซึ่งไวน์ที่มีความเอกลักษณ์และโดดเด่นกว่าไวน์ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะวิธีการทำของเขาที่เอาองุ่นไปตากแห้งถึง 4 เดือนก่อนเริ่มการคั้นและหมักบ่ม ทำให้รสชาติของไวน์ Amarone มีรสชาติหวานกลมกล่อมที่เหมือนลูกเกดแต่บอดี้หนักแน่นและแทนนินที่มีความสมูต และไวน์ Amarone ผลิตจากองุ่นท้องถิ่นที่เบลนด์กัน 3 สาย พันธุ์หลัก Corvina, Corvinone และ Rondinella

ไวน์  Le Preare by Cantina di Negrar, Amarone della Valpolicella Classico DOCG 2017 ตัวนี้มีกลิ่นของแบล็ค เชอร์รี่ พลัม ลูกเก็ด และกลิ่นหอมจางๆของสมุนไพร รสชาติของไวน์นุ่มนวลและละมุนเต็มไปด้วยรสชาติของแบล็คฟรุ๊ต ระหว่างที่ดื่มไวน์ตัวนี้ ผมรู้สึกเหมือนกำลังดื่ม ดาร์ค ช็อคโกแลคที่เข้มข้น ตามด้วยรสหวานของพลัม และจบท้ายด้วยเครื่องเทศหอมที่ติดอยู่บนลิ้นไปนานเลยครับ

Le Preare by Cantina di Negrar, Valpolicella Ripasso Classico Superiore DOC 2018
ราคา 905 บาท
(ขวดด้านซ้าย) เป็นไวน์ Amarone ที่มีรสโน้ตเครื่องเทศที่โดดเด่น โน้ตผลไม้สีแดงที่ใกล้สุกและพลัมมาเสริมความเปรี้ยวอมหวาน ตามด้วยรสชาติของมอคค่าที่ทำให้ไวน์ตัวนี้คอมเพล็กซ์มากขึ้นครับ

Le Preare by Cantina di Negrar, Valpolicella Classico DOC 2019  ราคา 755 บาท
(ขวดด้านขวา) จะมีกลิ่นอโรม่าที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นผลไม้สีแดงและเครื่องเทศ ที่ทำให้นึกถึงกลิ่นของเกรนาดีน และ สตอร์เบอร์รี่ ให้รสสัมผัสที่นุ่มนวลและมีรสชาติหวานกลมกล่อม 

Rubinelli Vajol, Valpolicella Classico DOC 2018  ราคา 1,005
ส่วนไวน์ Amarone ตัวนี้แตกต่างจากตัวอื่นๆที่ได้ชิมมาครับ เพราะไวน์ตัวนี้มีความแอบเปรี้ยว ฟรุ๊ตตี้และตามด้วยรสชาติของเครื่องเทศ ช่วงตรงกลางได้รสชาติของแบล็คเคอร์แรนท์ เชอร์รี่ และทับทิม ที่ทำให้ไวน์ตัวนี้มีรสโน้ตที่หลากหลายแต่ลงตัวได้ดีครับ

Cantine Pirovano, Collezione Nero D’Avola Sicilia DOC 2018 ราคา 760 บาท
ต่อด้วยไวน์จากSicily ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตไวน์ดุของอิตาลี ไวน์ตัวนี้ผลิตจากองุ่น Nero d’Avola ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์ท้องถิ่นของเกาะซิชิลี ที่เปรียบคล้ายเหมือน Shiraz แห่ง New World ด้วยบอดี้ที่ดุดัน หนักแน่น และแทนินจัดแต่นุ่มนวล ไวน์ตัวนี้มีแทนนินที่ดีครับ และมีรสสัมผัสของแร่ธาตุที่ช่วยทำไวน์ตัวนี้มีบอดี้ที่หนักแน่น จบท้ายด้วยรสผลไม้สีแดง ของเชอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และผลไม้ป่า 

Viberti, La Gemella Barbera d’Alba DOC 2018 ราคา 925 บาท
ไวน์จากแคว้น Piedmont ทางตอนเหนือของอิตาลีที่ติดกับเทือกเขาแอลป์ ซึ่งช่วงบริเวณแถวนี้จะมีอากาศที่เย็นมากในตอนกลางคืน และมีหมอกปกคลุมตอนเช้า ส่งผลไม้ให้องุ่นมีรสเปรี้ยว  และไวน์ตัวนี้ที่ผลิตจากองุ่น Barbera ถือว่าเป็นพันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของแคว้น Piedmont บอดี้ของไวน์ไม่หนักแน่น มีความบาลานซ์ที่ดีของแทนนินและตัวบอดี้ของไวน์ โน้ตผลไม้ที่เด่นชัดคือบลูเบอร์รี่ และแบล็คเบอร์รี่ และมีความเปรี้ยวจากรสผลไม้สีแดงอย่าง ราสเบอร์รี่เสริมความคอมเพล็กซ์ด้วยโน้ตของหนัง ดิน และ ควัน

หลังจากสำรวจไวน์อิตาลีเสร็จ ก็ถึงคราวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสกันบ้างครับ! โดยรอบนี้ผมอยากชิมไวน์ที่อยู่นอกเหนือจากแคว้นBurgundy และแคว้นBordeaux เน้นไวน์ที่ไม่ได้มีราคาแพง หรูหรามากนัก แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ แถมให้รสชาติดีเยี่ยมในแบบที่เซอร์ไพรซ์ผมได้เลยล่ะครับ! แต่ก็มีไวน์บอร์โดซ์หลงมาติดเรดาร์ของผมบ้างตัว 2 ตัว จะมีอะไรบ้างตามมาอ่านเลยครับ!

ฝรั่งเศส

Château Fontesteau, Cru Bourgeois, Haut Médoc AOC 2014  1,165 บาท
ไวน์จากฝั่งซ้ายของ Bordeaux ที่ใครๆ ก็บอกว่า ไวน์ตัวนี้ยิ่งเก็บบ่มในขวดนานเท่าไร ยิ่งอร่อยมากขึ้นเท่านั้น บางคนก็บอกว่าถ้าให้รอถึง 20 ปี ก็คุ้มค่าแก่การรอแน่นอนครับ! ตัวนี้เป็นเบลนด์ขององุ่น 3 พันธุ์ Cabernet France, Cabernet Sauvignon และ Merlot สิ่งที่ผมประทับใจคือไวน์ตัวนี้มีรส โทสตี้ ที่เด่นชัดมากครับ เสริมความฟรุ๊ตตี้ ด้วยแบล็คฟรุ๊ต และมีแทนนินที่ละเอียด ที่ไฮไลต์สำคัญของไวน์ตัวนี้จบท้ายนานดีทีเดียวเลยครับ 

Pfaff, Sylvaner Alsace AOC 2016 ราคา 755 บาท
ต่อมาเป็นไวน์จาก Alsace ครับ ซึ่ง Pfaff ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1957 ไร่องุ่นตั้งอยู่ใจกลางเมือง Alsace โดยใช้วิธีการผลิตไวน์สไตล์ดั้งเดิม Traditional 

ไวน์ตัวนี้ผลิตจากองุ่น Sylvaner หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้คุ้นชื่อนี้มากนัก เพราะเป็นองุ่นขาวที่นิยมในประเทศฝรั่งเศส เยอรมณี และ ออสเตรีย แรกเริ่มเดิมที่ องุ่นพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากออสเตรียครับ โดยถูกนำเข้ามายังฝรั่งเศส ประมาณ 200 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นองุ่นขาวที่นิยมปลูกใน Alsace คิดเป็นสัดส่วน 12% ของไร่องุ่นทั้งหมดใน Alsace มาพูดถึงรสชาติของไวน์ตัวนี้กันดีกว่าครับ ไวน์ตัวนี้เป็นไวน์ขาวที่มีความ Dry ดื่มง่ายและสดชื่น มีกลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวและกลิ่นอโรม่าของผิวเลม่อน  เป็นไวน์ขาวไม่กี่ตัวที่โดนใจผมมากๆ ครับ!

Pfaff, Muscat Alsace AOC 2018 ราคา 830 บาท
มาต่อด้วยไวน์อีกตัวของ Pfaff กันครับ ไวน์ตัวนี้ผลิตจากองุ่น Muscat หรือ Moscato ในภาษาอิตาลี ซึ่งก็คือไวน์หวานนั้นเองครับ ถึงแม้จะเป็นไวน์หวาน แต่ไวน์ตัวนี้เต็มไปด้วยรสชาติผลไม้ที่หลากหลาย ทำให้มีรสชาติฟรุ๊ตตี้ที่อมเปรี้ยวและมีความ Dry และมีกลิ่นหอมของดอกไม้ เหมาะกับการดื่มคู่กับอาหารว่างเรียกน้ำย่อยได้ดีเลยครับ

ต่อมาเราไปสำรวจไวน์ฝั่งอเมริการใต้กันบ้างครับ โดยประเทศที่ผมกำลังจับตามองอยู่ จะเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจากอาร์เจนติน่า ที่ตอนนี้หากจะพูดถึงไวน์สุดคุ้ม ราคาถูก แต่คุณภาพดีเยี่ยม อาร์เจนติน่าจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ผมคิดถึงเลยครับ บอกเลยว่าใครมีงบประมาณจำกัด และอยากได้ไวน์ดีๆ ซักขวด ลองดื่มขวดต่างๆ ที่ผมแนะนำ รับรองแฮปปี้แน่นอนครับ!

อาร์เจนติน่า

 

Andeluna Cellars, Andeluna 1300m Malbec 2018
คะเเนน JS90  D89  VIN 86 ราคา 760 บาท
ที่แรกที่ต้องพูดถึง ก็คือ Andeluna ผู้ผลิตที่ค่อนข้างใหม่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2003 นำเสนอรสชชาติไวน์ภูเขา ระดับความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ณ ใจกลางแคว้น Mendoza ที่มีอากาศสุดขั้ว ทั้งร้อนแผดเผา ไปจนถึงหนาวเย็นสุดๆ ทำให้องุ่น Malbec ของ Andeluna มีความสดใส และซับซ้อนน่าค้นหา สีแดงม่วงเข้มหนักแน่น เต็มไปด้วยกลิ่นสุกงอมของเรดฟรุ๊ต สตอเบอร์รี่ พลัม และบวกกับกลิ่นดอกไม้หอมจางๆ สุดท้ายคือเรทราคาเพียง 760 บาท ทำให้ไวน์ของ Andeluna เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานไปเลยครับ!

Andeluna Cellars, Andeluna 1300m Cabernet Sauvignon 2017
คะเเนน JS 90  WE84  D89 ราคา 760 บาท
นอกจาก Malbec แล้ว Andeluna ยังสามารถผลิต Cabernet Sauvignon คุณภาพเยี่ยมได้ ซึ่งมีสีเข้มออกม่วงมากกว่า Cab ที่เห็นได้ทั่วๆ ไป ให้สัมผัสนุ่มละมุนเหมือนกำมะหยี่ แต่ก็แข็งแกร่ง full-bodied เข้มข้น แต่ก็สมดุล ให้ความรู้สึกคล้าย Malbec แต่เต็มไปด้วยความซับซ้อนของ Cab ที่ยากจะต้านทานครับ

Andeluna Cellars, Andeluna Altitud Cabernet Sauvignon 2015
คะเเนน WE 91 ราคา 1,025 บาท
อยากได้ไวน์ที่นำเสนอรสชาติของพื้นที่เขาสูงของได้อย่างดีที่สุด ต้องลอง  Andeluna Altitud เลยครับ เพราะเป็นไวน์ที่คัดกรององุ่นที่ดีที่สุด ณ ระดับความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ให้โน้ตเด่นชัดของเบอร์รี่ และเชอร์รี่ชุ่มฉ่ำ บวกกับโน้ตของพริกหยวก พริกไทยดำ ทำให้ไวน์มีความซับซ้อน เข้มข้น อันเป็นเสน่ห์ที่ทำให้หลายๆ คนตกหลุ่มรัก Cabernet Sauvignon นั่นเองครับ

พื้นที่สุดท้ายที่ไวน์แมนอยากพูดถึง ก็คือออสเตรเลีย แหล่งผลิตไวน์แดงรสชาติเข้มข้นชั้นเยี่ยม โดยครั้งนี้มีผู้ผลิตไวน์ที่ทำให้ไวน์แมนเซอร์ไพรซ์ได้ 1 จ้าวด้วยกันครับ

ออสเตรเลีย


Cranswick Estate, Cabernet Sauvignon 2015 ราคา 735 บาท
มองเผินๆ Cranswick Estate อาจดูเป็นไวน์รายใหญ่ ผลิตไวน์คุณภาพโอเค ปริมาณมากๆ เท่านั้น แต่ Cabernet Sauvignon ขวดนี้ ทำให้ไวน์แมนเซอร์ไพรซ์ในรสชาติ โน้ตต่างๆ มากๆ เพราะไม่คิดว่าจะถูกใจไวน์ตัวนี้ขนานนั้นครับ! เป็นไวน์ที่มีสีแดงสด ไฮไลท์สีม่วง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมแบล็คฟรุ๊ต เครื่องเทศ หอมกลิ่นดินอบอุ่น จบด้วย tannin ละเอียดอ่อน พร้อมกลิ่นอายของโอ๊ค กลมกล่อมมากๆ ครับ เรียกได้ว่าดีสุดๆ ในเรทราคา 735 บาทครับ!

 

 

 

 

 

 

 

Our favourite wines

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader