fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

Mulled Wine ไวน์ร้อนต้อนรับคริสมาสต์

หนึ่งในเครื่องดื่มสุด Festive ต้อนรับเทศกาลคริสมาสต์ นิยมสุดๆ ในกลุ่มประเทศยุโรปก็คือ Mulled Wine ไวน์ร้อนรสชาติอบอุ่น ละมุนลิ้น ผสมผสานอบเชยและสมุนไพรต่างๆ ต้มรวมกับไวน์แดง ดื่มแล้วอุ่นทั้งกายและใจ วันนี้เนื่องจากใกล้จะถึงคริสมาสต์แล้ว ไวน์แมนจึงอยากเอาเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับ Mulled Wine มาฝากครับ! 

 

ที่มาของ Mulled Wine

Mulled Wine ไม่ได้เป็นเครื่องดื่มประจำคริสมาสต์มาโดยตลอดนะครับ เพราะ Mulled Wine ถูกคิดค้นมาตั้งแต่ยุคโรมัน เมื่อจักรวรรดิเติบโตขยายครอบคลุมทวีปยุโรป ทหารโรมันคิดค้นวิธีการต้มไวน์แดง เพื่อใช้ดื่ม สร้างความอบอุ่นให้ผ่านพ้นฤดูหนาวในหลากหลายพื้นที่ ต่อจากนั้นก็เริ่มมีการผสมผสานเครื่องเทศต่างๆ ลงไปด้วย เพราะเชื่อว่าจะสามารถรักษาโรค ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น รวมถึงผสมผสานดอกไม้และสมุนไพร เพิ่มความหวานให้กับไวน์ ทำให้ Mulled Wine ยิ่งดื่มง่าย เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงยุคกลาง

แต่ต่อมา เมื่อไวน์ถูกผลิตอย่างพิถีพิถัน และผู้คนเริ่มใส่ใจกับรสชาติของไวน์มากขึ้น ความนิยมของ Mulled Wine ก็เริ่มลดลงทั่วทั้งยุโรป ยกเว้นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น เช่นเขตสแกนดิเนเวีย โดยเฉพาะประเทศสวีเดน และให้ชื่อไวน์ร้อนว่า  ‘glögg’ จนกระทั้งประมาณปี 1890s ที่ชาวสวีเดนเริ่มทำการตลาด ขาย glögg wine ไปทั่วยุโรป โดยวางตำแหน่งไวน์ของตนเองว่าเป็นไวน์ประจำเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะคริสมาสต์ที่เป็นช่วงเวลาที่หนาวเย็น โดยใส่เครื่องเทศที่ทำให้ทุกคนนึกถึงคริสมาสต์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็น cinnamon และ cloves จากนั้น glögg หรือ mulled wine ก็กลายเป็นเครื่องดื่มประจำเทศกาลคริสมาสต์ และมีการผลิตเองในหลายๆ ประเทศ ไปจนถึงในแต่ละบ้าน ได้มีการนำไวน์เหลือๆ มาทำเป็น mulled wine สูตรของตนเอง

 

ไวน์แบบไหนเหมาะกับการนำมาทำเป็น Mulled wine

– ทางเลือกที่ดีที่สุดคือเป็นไวน์แดง อายุน้อย รสชาติสดใส ฟรุ๊ตตี้ และ unoaked
– เลือกไวน์ราคาถูกไปจนถึงระดับปานกลาง
– หลีกเลี้ยงไวน์ราคาแพงเพราะโน้ตที่ซับซ้อนจะหายไปหากนำไปต้ม และผสมกับสมุนไพรต่างๆ
– เหมาะกับไวน์แดงจากอิตาเลี่ยน หรือฝรั่งเศสตอนใต้ ไปจนถึง new world Merlot และ Shiraz

ซึ่งไวน์ของเราก็มีหลายตัวที่เหมาะกับการทำ Mulled wine นะครับ เช่น
Bandicoot, Estate Premium Selected Red ไวน์ Shiraz จากออสเตรเลีย ราคาถูก บอดี้ และแทนนินไม่หนัก เหมาะสำหรับการทำอาหารหรือทำ mulled wine สุดๆ ครับ
Marius by Michel Chapoutier, Syrah-Grenache Pays d’Oc IGP ไวน์จากแคว้น Languedoc ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เต็มไปด้วยโน้ตของเบอร์รี่ ดอกไม้ และเครื่องเทศอ่อนๆ
Tenuta di Sesta,  Rosso di Montalcino DOC ไวน์แดงจากเมืองเซียน่า ทอสคานี อิตาลี บอดี้เบาๆ แต่มีโน็ตเครื่องเทศ ชะเอม พริกไทย ที่บอกเลยว่าเข้ากับเครื่องเทศต่างๆ มากครับ หากใครอยากทำ mulled wine แบบพรีเมี่ยม ให้เลือกไวน์ตัวนี้เลยครับ


สูตรทำ
Mulled wine แบบดั้งเดิม

 

 

  • ไวน์แดง 1 ขวด  
  • น้ำตาลขาว 4 ช้อนโต๊ะ
  • อบเชย 2 แท่ง
  • กานพลู 4 ก้าน
  • โป๊ยกั้ก 2 ชิ้น
  • เปลือกส้ม หรือเปลือกเลม่อน 1 แผ่น

เทไวน์ลงไปในหม้อ จากนั้นก็ค่อยๆ ผสมทุกอย่างลงไปในไวน์ ตั้งไฟอ่อนจนถึงไฟกลาง ให้ไวน์เกิดความร้อนจนควันเริ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับเดือด ต้มไว้ซัก 10 นาที จากนั้นก็ดับไฟแล้วทิ้งให้รสชาติของเครื่องเทศผสมผสานเข้าไปในไวน์ ประมาณ 20-30 นาที ขึ้นอยู่กับว่าคุณอย่างให้กลิ่นเครื่องเทศใน mulled wine โดดเด่นขนาดไหน

แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ หากคุณไม่ได้เสิร์ฟทันทีสามารถนำ mulled wine เก็บไวน์ในตู้เย็น หรือตู้แช่ไวน์ จากนั้นค่อยอุ่นไวน์ให้อุ่นๆ ก่อนที่จะเสิร์ฟก็ได้ครับ  


Mulled Wine เวอร์ชั่นโมเดิร์นขึ้น

 

 

แน่นอนว่าสูตร Mulled wine ไม่ได้ตายตัว คุณสามารถลองผสมผสานผลไม้เข้าไปในไวน์เพื่อเพิ่มรสชาติความสดชื่นให้ไวน์ร้อนของคุณ โดยผลไม้ที่นิยมใส่ลงไปผสมด้วย ก็จะมีแอปเปิ้ล ไปจนถึงลูกแพร์ สาลี่ ต่างๆ ให้หั่นแบบชิ้นใหญ่ๆ สามารถผสมเปลือกและแกนเข้าไปด้วยได้เลยครับ

หากเป็นเครื่องเทศหรือสมุนไพร สามารถผสมขิง หรือเมล็ดพริกไทย เพิ่มความจัดจ้านถึงใจให้กับ Mulled ไวน์ของคุณ หรือใครชอบไวน์หวาน ก็สามารถเสริมโน้ตที่อ่อนโยนลงสู่ไวน์ของคุณ เช่นวานิลลา ไปจนถึง บรั่นดี และน้ำเชื่อมกลิ่นหอมดอกไม้ ก็ได้เลยครับ! 

 

Feuerzangenbowle ไวน์ร้อนไฟลุกของเยอรมัน

 

 

Mulled Wine กลับมาเป็นที่นิยมในเยอรมันมากๆ จึงทำให้มี mulled wine หลากหลายสไตล์มากๆ ในเยอรมันครับ แต่รูปแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้น Feuerzangenbowle ที่หากแปลตรงตัวจะแปลว่า ‘พันช์คีมคีบไฟ’ โดยเป็นไวน์ร้อนที่เสิร์ฟพร้อมกับ Sugarloaf หรือก้อนน้ำตาลทรงกระบอก ที่ถูกนำมาแช่กับเหล้ารัม จากนั้นก็จุดไฟให้น้ำตาลค่อยๆ ไหม้และหยดลงใน mulled wine ทำให้เป็นไวน์ร้อนที่มีรสชาติหวาน ใกล้เคียง dessert wine ที่นิยมเสิร์ฟกับของหวานช่วงเทศกาลคริสมาสต์หรือปีใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกงานปาร์ตี้ครับ 

Our favourite wines

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader