fbpx

ติดต่อเราเพื่อสอบถาม

แอด LINE สั่งเลย

*สำหรับแค่ลูกค้านิติบุคคลเท่านั้น

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

ไวน์ Napa Valley สู้วิกฤตไฟป่าที่ใหญ่ที่สุด!

ในไม่กี่วันที่ผ่านมา แคลิฟอร์เนีย และไร่องุ่นในนาปาวัลเล่ย์และโซโนมาได้เจอวิกฤต ไฟไหม้ ที่กล่าวว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แคลิฟอร์เนีย มีรายงานว่าเกิดฟ้าผ่ารอบแคลิฟอร์เนียมากถึง 10,849 ครั้ง จุดปะทุให้เกิดไฟป่าขึ้นกว่า 300 ถึง 600 จุด ทั่วทั้งนาปา และโซโนมาเคาน์ตี้ ซึ่งเกิดขึ้นภายในช่วงข้ามคืนทำให้ยากจะควบคุม และยิ่งเวลาผ่านไปไฟจากหลายๆ จุดเริ่มเกิดการสุมรวมกันเป็นไฟกองใหญ่ รุกล้ำพื้นที่ย่านที่พักอาศัย ไปจนถึงไร่และโรงงานผลิตไวน์ต่างๆ ซึ่งรวมแล้วสร้างความเสียหายประมาณ 8.8 แสนไร่ และ ณ ตอนนี้ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 5 คน



ผลกระทบของไวรัสโควิดยังไม่ทันซา ก็ต้องรับมือกับปัญหาใหญ่สุดๆ ที่พร้อมจะทำให้ทุกอย่างมอดไหม้เป็นตอตะโก ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับล้าน และทำให้อุตสาหกรรมไวน์ชื่อดังของอเมริกาที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญ เหมือนกับกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย! เพราะไฟเริ่มปะทุขึ้นช่วงหน้าเก็บเกี่ยวพอดีทำให้คุกคามผลผลิตในวินเทจของปีนี้อย่างมาก สร้างความเสียหายอันใหญ่หลวง ที่อาจไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมได้ โดยเฉพาะสำหรับวินยาร์ดหรือผู้ผลิตในตำนานหลายๆ แห่งครับ

สรุปสถานการณ์ไฟป่าแคลิฟอร์เนีย

รัฐแคลิฟอร์เนียรับมือกับไฟป่ามาบ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ไปจนถึงช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เนื่องด้วยมีสภาพอากาศที่แห้ง ลมแรง อากาศร้อน และเป็นพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยหญ้าแห้ง ใบไม้แห้งต่างๆโดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จึงทำให้แทบจะเรียกได้ว่าเกิดเหตุการณ์ไฟป่าขึ้นทุกปีในรัฐแคลิฟอร์เนียเฉลี่ยสามารถสร้างความเสียหายเป็นพื้นที่กว่า 2 แสน ถึง 4 แสนไร่ จนแทบจะเรียกว่ากลายเป็นเรื่องปกติของแคลิฟอร์เนียแล้ว โดยทางรัฐได้เรียนรู้วิธีรับมือกับไฟป่าอย่างยอดเยี่ยมขึ้นทุกๆ ปี … แต่ไม่มีมาตรการไหนจะรับมือไฟป่าที่เกิดขึ้นในปี 2020 ไม่กี่วันที่ผ่านมา

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย Gavin Newsom กล่าวว่าไฟป่าครั้งนี้เป็นหนึ่งในไฟป่าที่รุนแรง ร้ายกาจที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยไฟป่าเริ่มปะทุขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ไฟทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาจากฟ้าผ่า! อาจฟังดูไม่น่าเชื่อนะครับ แต่เป็นเรื่องจริงที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติเรียกว่า LNU Lightning Complex Fires เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดฟ้าผ่าหลายๆ ครั้งติดต่อกัน อันมีสาเหตุมาจากประจุไฟฟ้าแปรปรวนระหว่างช่วงพายุฤดูร้อน 

ไฟป่า และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับไวน์แคลิฟอร์เนีย

แน่นอนว่าผลกระทบต้องมหาศาลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะใน Napa ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำให้ไวน์อเมริกันโด่งดังอย่างมากจนถึงปัจจุบันนี้ สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญต่อปี ซึ่งเพียงนาปาอย่างเดียว ก็มีพื้นที่ที่โดนเผ่าไหม้มากถึง 5 แสนไร่ โดยผลกระทบตอนนี้หลักๆ คือ

วินยาร์ดและโรงงานผลิตไวน์ถูกเผ่าไหม้

มีวินยาร์ดท้องถิ่นหลายที่ที่ไม่ได้มีมาตรการป้องกันแน่นหนา ไฟป่าได้สร้างความเสียหายแก่วินยาร์ดและไวน์เนอรี่ระดับตำนานหลายๆ แห่งทั้งในนาปาวัลเล่ย์และโซโนมา 

มีบางวินยาร์ดที่ถูกไฟทำลายวินยาร์ดไปแทบจะทั้งหมด นอกจากนั้นวินยาร์ดชื่อดังอย่าง Nichelini Family Winery ซึ่งเป็นหนึ่งในวินยาร์ดที่เก่าแก่ที่สุดใน Napa Valley ตั้งอยู่ทางตะวันออกของ St. Helena ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน วินยาร์ดและบ้านผู้ดูแลไร่บางส่วน ถูกเผ่าไหม้ไปแล้ว! แต่ยังดีที่ไฟยังเข้าไม่ถึงพื้นที่หลักครับ โดยถึงแม้ว่าเปอร์เซ็นต์วินยาร์ดที่เสียหายจากไฟป่าจะไม่สูง แต่วินยาร์ดที่เสียหาย ก็เสียหายมหาศาลครับ

แต่ก็ยังดีครับในเหตุการณ์ไฟป่าทั่วไป พื้นที่วินยาร์ดจะไม่ถูกเผาไหม้ไปด้วย เนื่องด้วยการป้องกันและดูแลเป็นอย่างดี ทำให้ไม่มีใบไม้แห้ง หรือหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ รวมถึงเถาองุ่นมักสามารถเก็บกักความชื้นไว้ในตัวได้เป็นอย่างดี ทำให้เผาไหม้ยากครับ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบ่อยครั้งหน่วยดับเพลิงจึงใช้พื้นที่วินยาร์ดเป็นหลักประจำการณ์ในการดับเพลิงครับ

ควันไฟส่งผลเสียต่อองุ่น

แม้ว่าไฟป่าจะไหม้ในช่วงเก็บเกี่ยวองุ่นพอดี แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนของปีนี้ ทำให้องุ่นกว่าเกินครึ่งถูกเก็บเกี่ยวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนขององุ่นที่ยังไม่เก็บเกี่ยว ก็ต้องมาดูกันว่าจะได้รับความเสียหายจากควันไฟไปเยอะขนาดไหนครับ เพราะควันไฟสามารถเข้าไปส่งผลกับชั้นผิวองุ่น (smoke taint) ทำให้ทั้งรสชาติและรูปร่างขององุ่นผิดเพี้ยนไปอย่างมาก

ความยุ่งยากจะเกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิตไวน์ เพราะในขั้นตอนการผลิตไวน์แดงทั่วไปแล้ว ต้องนำองุ่นไปหมักเป็นระยะเวลานานหลายวันหรือเป็นอาทิตย์เพื่อให้สีของเปลือกองุ่นและ tannin ผสมผสานเข้าไปในไวน์ ทำให้ไวน์มีสีแดงและรสชาติซับซ้อนอย่างที่ผ่านๆ มาครับ แต่หากองุ่นมีกลิ่นควันมาก อาจนำเปลือกมาหมักด้วยไม่ได้ ส่งผลให้ไวน์อาจไม่ออกสีแดง หรือมี Tannin ที่น้อยลง เพื่อลดกลิ่นควันที่ติดอยู่บนผิวองุ่น โดยไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผู้ผลิตไวน์ก็ต้องแลกมาด้วยการลดคุณภาพของไวน์ในวินเทจนี้อย่างแน่นอนครับ 

นี้ทำให้อุตสาหกรรมไวน์แคลิฟอร์เนียอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะสืบเนื่องมาจากไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ความต้องการไวน์ ร้านอาหาร และบาร์ต่างๆ ตกฮวบลง แคลิฟอร์เนียต้องเตรียมรับมือกับวินเทจที่คุณภาพแย่ แถมยังผลิตไวน์ได้ในปริมาณที่น้อยนิด

Bryan Parker ผู้ผลิตไวน์ของ Rutherford Hill Winery ที่ได้ผลกระทบจากควันไฟเช่นกัน อธิบายว่าเป้าหมายสำคัญคือการผลิตไวน์ที่ยังคงมีสีแดง แต่ปราศจากกลิ่นควันไฟ โดยการแยกน้ำองุ่น free run กับน้ำองุ่นที่ได้จากการกด การคั้น ออกจากกัน จึงต้องสังเกตองุ่นอย่างใกล้ชิดให้มากขึ้นครับ

โดยผู้ผลิตคนอื่นๆ ก็จะใช้วิธีการใกล้เคียงกัน แต่มีบางจ้าวที่บอกว่าจะใช้เอ็นไซม์ผสมเข้าไปในขั้นตอนการหมัก ทำให้ผิวองุ่นแตกตัวเร็วขึ้น ทำให้ไวน์ออกสีเร็วขึ้นชัดเจนขึ้น ทำให้ไม่ต้องอาศัยการหมักที่นานเพื่อให้มีกลิ่นควันหลงเหลือน้อยที่สุด ผู้ผลิตบางคนลองใช้วิธีที่เรียกว่า flash detente นั่นคือนำองุ่นไปผ่านความร้อนอย่างรวดเร็ว ทำให้กลิ่นต่างๆ ระเหยออกจากองุ่นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงกลิ่นควันด้วย

สุดท้ายแล้ว ผู้ผลิตหลายคนต่างก็พยายามรับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยการทดลองใหม่ๆ โดยต้องการรักษาคุณภาพของไวน์และให้มีกลิ่นควันน้อยที่สุด และได้ตั้งตั้งข้อสันนิษฐานว่าไวน์ที่มีกลิ่นควัน จะสามารถหายไปได้โดยการเอจจิ้ง เพราะโมเลกุลของควัน มีลักษณะคล้ายโมเลกุลน้ำตาล ที่สามารถหายไปได้เมื่อผ่านกระบวนการเอจจิ้ง ฉะนั้นไวน์ที่ผลิตจากองุ่นในปีนี้ อาจไม่สามารถขายได้เลยทันที แต่อาจต้องอาศัยการเอจจิ้งและค่อยนำออกมาขายในอนาคต เมื่อลองชิมแล้วไม่พบรสชาติควันไฟที่ทำให้ไวน์มีรสชาติผิดเพี้ยนครับ  

ความวุ่นวายโกลาหล

เป็นที่รู้ๆ กันว่าขั้นตอนการผบิตไวน์ ต้องอาศัยความแม่นยำ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่แสนซับซ้อน ซึ่งไฟป่า ทำให้ไวน์เนอร์รี่บางที่ถูกตัดขาดจากน้ำและไฟฟ้า หรือหากยังได้ไฟฟ้าอยู่ ก็มาไม่สม่ำเสมอ ติดๆ ดับๆ จึงเหมือนการทำงานในสภาวะสงครามที่วุ่นวายอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ก็ยังต้องทดลองวิธีการใหม่ๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อทำให้คุณภาพของไวน์ออกมาได้อย่างดีที่สุดครับ

ด้วยสถานการณ์ที่แสนคาดเดาไม่ได้ เราจึงจะต้องดูกันต่อไปครับว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่แม้จะต้องเจอกับวิกฤตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคลิฟอร์เนีย เหตุการณ์ครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสปีริตอันแรงกล้าของนักผลิตไวน์ทั้งในนาปา และโซโนมา ที่แม้ในสถานการณ์คอขาดบาดตายก็ยังคิดถึงคุณภาพของไวน์อยู่ครับ

 

Featured articles

8 Red Blends ที่คุณต้องรู้จัก

ไวน์เบลนด์ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้ไวน์ในแต่ละพื้นที่ แต่บางครั้งเห็นมาแค่ชื่อ ก็ยากที่จะเดาได้ว่าในเบลนด์นั้นมีองุ่นอะไร รสชาติ หรือกลิ่นเป็นอย่างไรกันแน่ จนบางครั้งคุณอาจจะพลาดไวน์รสเลิศ เพียงเพราะคุณไม่รู้ ไปเลยครับ… ไวน์แมนจะไม่ให้สิ่งนั้นเกินขึ้นแน่นอน ด้วย 8 เรดเบลนด์สุดปัง ที่คอไวน์อย่างคุณ ต้องรู้จัก!   1.Bordeaux Blend บอร์-โดซ์-เบลนด์ องุ่น : Cabernet Sauvignon + Merlot + Cabernet Franc (Petit Verdot + Carmenère + Malbec) หากมีเบลนด์หนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักจริงๆ แบบไม่มีข้อแม้ ก็คงต้องเป็นบอร์โดซ์เบลนด์เลยครับ เป็นไวน์เบลนด์สุดคลาสสิคของฝรั่งเศส ซึ่งมาแจกแคว้นในชื่อเดียวกัน โดยเป็นเบลนด์ที่เน้นชูโรงไวน์แดงรสชาติเข้มข้น Cabernet Sauvignon เสริมความละมุนด้วย Merlot และ acidity ที่ลงตัวด้วย Cabernet Franc หลักๆ จะมี 3 ตัวนะครับ แต่บางวินยาร์ดก็อาจมีองุ่นมาเบลนด์เสริม เช่น […]

ไวน์ที่พัฒนายอดเยี่ยม 1855 Classification

จากที่เคยบอกไปในบทความที่แล้วนะครับว่ามีแค่ชาโตว์เดียวเท่านั้นที่เคยได้เปลี่ยนเกรดอย่างเป็นทางการใน 1855 Classification นั่นก็คือ Mouton Rothschild แต่หากคุณคิดว่าวินยาร์ดต่างๆ ที่ถูกจัดอันดับย้อนกลับไปเป็น 100 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย คุณคิดผิดนะครับ! เพราะชาโตว์ต่างๆ มีทั้งราคาขึ้น และลง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีบางวินยาร์ดที่ไม่ติดแม้ 5th growth แต่ตอนนี้กลับเทียบเท่ากับ 3rd หรือ 2nd growth ได้เลย สรุปคือหากเราจัดอันดับใหม่ ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้เมื่อปี 1855 ลิสต์ของวันนี้ก็จะแตกต่างออกจากลิสต์ของปี 1855 เช่นบางวินยาร์ดที่เคยอยู่ 5th growth อาจพัฒนาคุณภาพ หรือสร้างชื่อเสียง เป็นที่ต้องการในตลาด จนราคาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 3rd หรือ 2nd growth เลยก็ได้ครับ ตามมาดูกันเลยครับ การแทรกกิ้งไวน์เกรดท๊อปโดย Liv-Ex หลายคนอาจสงสัยว่าไวน์แมนเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนกัน? ความจริงแล้วในโลกของไวน์ชั้นสูงระดับ first growth ถึง fifth growth นี้ จะมีระบบที่บันทึกราคาอย่างละเอียดยิบ คล้ายๆ […]

ไวน์แดงแต่ละชนิดควรเอจนานเท่าไหร่?

เซียนไวน์หลายท่านคงเคยได้ยินคอนเซ็ปท์คุ้นหู “ยิ่งเก่ายิ่งดี” มาบ้างกันแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็ถูกใช้กับไวน์หลายๆ ตัว แต่ประโยคนี้จะจริงขนาดไหนกันเชียว!? เพราะอย่างไวน์บางขวดก็เน้นความฟรุ๊ตตี้ชุ่มฉ่ำโดยไม่ต้องเอจนาน หรือไวน์แดงบางชนิดถูกเอจไว้นานกว่าเพื่อน เพราะมีระดับ acidity และแทนนินที่เยอะตามธรรมชาติ ยิ่งเอจไวน์ยิ่งนุ่ม ไวน์แมนเลยอยากสรุปเรื่องการเอจไวน์ให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าองุ่นพันธุ์ไหนเอจได้เอจดี พันธุ์ไหนไม่ต้องเอจนานเท่าไหร่ก็เวิร์ค   หมายเหตุ: การเอจไวน์นี้หมายถึงไวน์ที่มีศักยภาพเอจจิ้งต่อในขวด ไม่ได้หมายถึงการเอจจิ้งในถังโอ๊คหลังจากผ่านการหมักแต่เพียงอย่างเดียวครับ ระยะการเอจจิ้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของไวน์ จึงไม่สามารถระบุระยะเวลาในการเอจจิ้งไวน์จากพันธุ์องุ่นได้แบบชัดเจน ฉะนั้นแถบสีแดงเข้มจะหมายถึงค่าเฉลี่ยที่ไวน์สามารถเอจได้ ส่วนแถมสีแดงอ่อนหมายถึงหากเป็นไวน์คุณภาพเยี่ยมจากองุ่นนั้นๆ สามารถเอจได้ยาวนานเพิ่มเติมเท่านี้ครับ 1. Cabernet Sauvignon  Cab ถือว่าเป็นองุ่นมาตรฐานเรื่องการเอจจิ้ง ได้รับความนิยมจนมีปลูกในวินยาร์ดหลักๆ ของโลกแทบทุกโลเคชั่น และแทบจะในทุกวินยาร์ดก็ล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเอจจิ้งได้ค่อนข้างนาน ด้วยระดับ acidity ที่สูง บวกกับแทนนินที่ชัดเจน หากดื่มตอนที่ไวน์ยังอายุน้อยจะรู้สึกว่าแทนนินดุดันมากๆ จะต้องเอจขั้นต่ำ 2-5 ปีเพื่อให้แทนนินละมุนขึ้น แต่หากเป็น Cab ดังๆ จากบอร์โดซ์ฝั่งซ้ายของแม่น้ำการอนเขต Medoc หรือ Graves ไปจนถึง Cab พรีเมี่ยมจาก Napa Valley ยิ่งเอจ ยิ่งมีโน้ตแร่ธาตุ ไส้ดินสอ […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!

preloader